ความรู้งานก่อสร้าง “สิ่งที่ต้องรู้ในการต่อเติมบ้าน”

สาระน่ารู้ : สิ่งที่ต้องรู้ในการต่อเติมบ้าน

การต่อเติมบ้าน สิ่งที่ต้องรู้ก่อนการต่อเติมบ้านและทำอย่างไรให้ถูกกฎหมาย ให้ไม่มีปัญหาภายหลัง

การต่อเติมบ้าน หรือขยายพื้นที่ในการใช้สอย ไม่ว่าจะเป็นการต่อเติมข้างบ้าน ข้างหลังบ้าน หรือทำรีโนเวทบ้านส่วนอื่นๆ เองก็ควรศึกษาสิ่งที่สามารถทำได้และสิ่งที่ห้ามทำ ตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาในภายหลัง ที่จะทำให้เราเสียทั้งเงินค่าต่อเติมและค่ารื้อถอนเปล่าๆ ในบทความนี้จะพามาดูเหตุผลว่าทำไมเราต้องศึกษากฎหมายต่อเติมบ้าน ก่อนดำเนินการ กฎหมายที่ต้องรู้หากไม่อยากโดนร้องเรียนระหว่างการดำเนินการ ต่อเติมบ้านแบบไหนที่ไม่ต้องขออนุญาต และโทษของการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมการต่อเติมบ้านทั้งที่ดำเนินการในบริเวณบ้านของตนเอง ไขข้อสงสัยและเตรียมความพร้อมก่อนต่อเติมบ้าน มีอะไรบ้าง ไปดูกัน

ทำไมเราต้องทำการศึกษากฎหมาย ต่อเติมบ้าน ก่อนดำเนินการต่อเติมบ้าน

การศึกษากฎหมาย ก่อนที่จะดำเนินการต่อเติมบ้านหรือก่อสร้างอาคารเพิ่มเติมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้โครงการดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและป้องกันปัญหาต่างๆ ที่จะตามมาภายหลัง การก่อสร้างจะมีกฎหมายกำหนดขอบเขตเพื่อให้สิ่งแวดล้อมรอบข้างได้รับผลกระทบน้อยที่สุด รวมถึงความปลอดภัย ดังนั้นการศึกษากฎหมาย จะช่วยให้รู้ถึงข้อกำหนดกฎหมายเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต

และอีกสิ่งสำคัญของการศึกษากฎหมายต่อเติมบ้าน คือการป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ถ้าเราไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายต่างๆ อาจมีคดีทางกฎหมายเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อโครงการต่อเติมบ้านหรือสร้าง โดยผู้ร้องเรียนอาจจะเป็นเพื่อนบ้านหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการต่อเติมบ้านของเรา

ในส่วนของกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องที่เราควรรู้และศึกษาก่อนการต่อเติมบ้าน หากไม่อยากโดนถูกฟ้องร้อง

การที่ต้องศึกษากฎหมาย ก่อนต่อเติมบ้าน เพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมายและการต่อเติมบ้านที่เป็นไปตามข้อกำหนด

1. เมื่อต่อเติมบ้านแล้ว ต้องมีพื้นที่ว่างเหลือไม่น้อยกว่า 30% ของพื้นที่บ้าน

เมื่อมีการต่อเติมบ้าน สิ่งสำคัญคือต้องเหลือพื้นที่ว่างอย่างน้อย 30% เพราะการเว้นพื้นที่ว่างให้เพียงพอจะทำให้บ้านมีรากฐานที่มั่นคง ลดความเสี่ยงของปัญหาด้านโครงสร้าง ช่วยให้ระบายอากาศได้อย่างเหมาะสม และลดโอกาสเกิดความชื้นสะสม หรือหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างไฟไหม้ ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้ไฟลามไปยังบ้านข้างเคียงได้ง่าย

  • บ้านมีความสูงไม่เกิน 15 เมตร จะต้องมีพื้นที่โดยรอบ 1 เมตร
  • ถ้าหากบ้านสูงเกิน 15 เมตร จะต้องมีพื้นที่โดยรอบ 2 เมตร

การที่พื้นที่เปิดโล่งรอบบ้านที่เพียงพอช่วยให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาภายในอาคาร สร้างบรรยากาศการอยู่อาศัยที่สว่าง ปลอดโปร่ง และสะดวกสบาย นอกจากนี้ยังส่งเสริมการไหลเวียนของอากาศที่ดีขึ้น ทำให้มั่นใจได้ถึงการระบายอากาศที่ดี และลดความจำเป็นในการทำความเย็นหรือความร้อนเทียมที่มากเกินไป

2. แนวของตัวอาคาร และระยะร่นต่างๆ ต้องมีความสูงไม่เกินที่กฎหมายกำหนดในการที่จะต่อเติมบ้าน

การกำหนดแนวของตัวอาคารและระยะร่นต่างๆ ที่ไม่เกินที่กฎหมาย กำหนด เพื่อความปลอดภัยและความถูกต้องในการสร้างและต่อเติมบ้าน

  • ความสูงของตัวบ้านที่เกิน 9 เมตร แต่ไม่ถึง 23 เมตร ผนังหรือระเบียงต้องอยู่ห่างเขตที่ดิน 3 เมตร
  • ถ้าตัวบ้านสูงไม่เกิน 9 เมตร ผนังหรือระเบียงต้องอยู่ห่างเขตที่ดิน 2 เมตร.

3. เพื่อนบ้านรับรู้ และยินยอมให้ดำเนินการต่อเติมบ้าน

    การที่ได้รับความเข้าใจและยินยอมจากเพื่อนบ้านเมื่อต้องการต่อเติมบ้าน เป็นการรักษาและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ช่วยป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น เริ่มต้นโดยการพูดคุยกับเพื่อนบ้านเกี่ยวกับแผนการต่อเติมบ้าน อธิบายถึงความต้องการให้เห็นว่าการต่อเติมบ้านจะไม่สร้างความรบกวนหรือปัญหาให้เพื่อนบ้าน ฟังข้อเสนอและข้อคิดเห็นของเพื่อนบ้านและพิจารณาว่าสามารถปรับปรุงแผนการต่อเติมได้อย่างไรเพื่อให้ความพอใจแก่เจ้าของบ้านและความสบายใจของเพื่อนบ้าน

    แต่ถ้าหากเพื่อนบ้านไม่ยินยอม ก็จะไม่สามารถต่อเติมแบบชิดเขตพื้นที่ได้ จะต้องเว้นระยะห่าง 0.5 เมตร และต้องเป็นผนังทึบเท่านั้น มิเช่นนั้นจะถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย

    4. ขออนุญาตจากเจ้าพนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

    การขออนุญาตจากเจ้าพนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเมื่อต้องการต่อเติมบ้านที่ปฏิบัติตามข้อกฎหมายกำหนด และควรทำความเข้าใจขั้นตอนและเอกสารที่ต้องเตรียมให้ครบถ้วนเพื่อให้การขออนุญาตเป็นไปอย่างราบรื่น ดังนี้

    • ติดต่อเจ้าพนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น : ติดต่อหน่วยงานหรือเจ้าพนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่บ้านตั้งอยู่ เช่น ตั้งอยู่เขตกรุงเทพ ก็ต้องติดต่อสำนักงานเขตกรุงเทพ
    • เตรียมเอกสารที่จำเป็น : เอกสารที่จำเป็นสำหรับการขออนุญาต เช่น แผนการต่อเติมแบบแผนผัง รายละเอียดการก่อสร้าง เป็นต้น
    • ส่งคำขออนุญาต : ส่งคำขออนุญาตการต่อเติมบ้านพร้อมกับเอกสารที่จำเป็น
    • รอการตอบรับ : รอให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นตรวจสอบคำขอและเอกสารที่ส่งไป หากปฏิบัติตามข้อกำหนดและเอกสารครบถ้วน จะมีการตอบรับภายในระยะเวลาที่กำหนด
    • ดำเนินการต่อเติม : หากคำขอได้รับการอนุมัติ สามารถดำเนินการต่อเติมบ้านตามแผนที่ได้ตามปกติ
    • ปฏิบัติตามเงื่อนไข : ควรปฏิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ได้รับการแจ้งไว้ในการต่อเติมบ้าน

    5. ควบคุมการดำเนินการต่อเติมบ้าน โดยสถาปนิกและวิศวกร

      การควบคุมการดำเนินการต่อเติมบ้านโดยสถาปนิกและวิศวกรนั้น ช่วยให้โครงการสำเร็จตามแผนและมาตรฐานที่กำหนดไว้ เพราะก่อนการเริ่มต้นดำเนินการต่อเติม สถาปนิกและวิศวกรจะวางแผนและออกแบบโครงการตามความต้องการหรือวัตถุประสงค์ของลูกค้า ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับแนวทาง ไอเดียในการต่อเติมบ้าน เช่น ต้องการต่อเติมห้องครัวควรใช้ผนัง กระเบื้องอย่างไร เป็นต้น

      หน้าที่ของสถาปนิกและวิศวกรจะตรวจสอบงานที่ดำเนินการตามแผนและการออกแบบ เพื่อให้แน่ใจว่างานถูกดำเนินการตามมาตรฐานที่กำหนด หากมีการเปลี่ยนแปลงหรือปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินการ สถาปนิกและวิศวกรจะปรับปรุงแผนหรือแนะนำวิธีการแก้ไขอีกทั้งสถาปนิกและวิศวกรอาจต้องติดต่อกับผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ เช่น ผู้ประเมินคุณภาพงาน นักเขียนแบบ หรือผู้ประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่น

      และนี้คือ บทลงโทษของเจ้าของบ้าน หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมในเรื่องการต่อเติมบ้าน

      ถ้าหากเจ้าของบ้านไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย และ/หรือ ข้อกำหนดต่างๆ ที่เกี่ยวกับการควบคุมการต่อเติมบ้าน อาจมีผลโทษและความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้ตามมา และที่สำคัญหากเจ้าของบ้านไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ต้องจ่ายค่าปรับหรือค่าเสียหายไม่เกิน 60,000บาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติอย่างถูกต้อง หรือจำคุกไม่เกิน3 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งอาจเป็นค่าปรับเงินสดหรือเป็นการเรียกเก็บทางกฎหมาย

      การศึกษาข้อกำหนดและกฎหมายเป็นสิ่งที่ต้องรู้เพื่อเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ และควรติดต่อกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหรือทนายความที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายท้องถิ่นเพื่อหาข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วนก่อนดำเนินการต่อเติมบ้านใดๆ หากไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดและกฎหมายอาจส่งผลให้เกิดบทลงโทษและผลที่ตามมา

      ถ้าจะต่อเติมบ้านแบบไหนที่ไม่ต้องขออนุญาต ก่อนการต่อเติม มีดังต่อไปนี้

      โดยทั่วไปแล้ว งานต่อเติมบ้านที่ไม่ต้องขออนุญาตเป็นลักษณะงานเล็กๆ และไม่มีผลกระทบมากที่ส่งผลต่อโครงสร้างหรือภาพรวมของบริเวณโดยรอบ ดังนี้

      • การเปลี่ยนโครงสร้างของบ้าน : หากต้องการเปลี่ยนโครงสร้างบ้านแต่ใช้วัสดุเดิมขนาด จำนวน ชนิดเดียว เช่น ไม้สัก เป็นต้น ไม่จำเป็นต้องขออนุญาต เว้นแต่ว่าจะเปลี่ยนโครงสร้างบ้าน ชนิดวัสดุเป็นเหล็ก ยังคงต้องทำตามกฎหมายและข้อกำหนดที่กล่าวไปก่อนหน้า
      • การเปลี่ยนแปลงส่วนต่างๆ ของบ้าน : การเปลี่ยนแปลงส่วนต่างๆ ภายในบ้านที่นอกจากโครงสร้างเช่น เปลี่ยนผนัง พื้นกระเบื้อง เพิ่มความหนาบาง หรืออาจจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักส่วนต่างๆ ภายในบ้าน แต่จะต้องไม่เกิน 10 %
      • การเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบของอาคาร : เช่น หน้าต่าง ประตู เพดาน ฝ้า เป็นต้น น้ำหนักจะต้องไม่เพิ่มเกิน 10 %
      • การเพิ่มหรือลดพื้นที่รวมกันไม่เกิน 5 ตารางเมตร : จะต้องไม่ใช่การลดหรือเพิ่มจำนวนเสา หรือคาน เช่น การทำพื้นที่เดิมเป็นช่องโล่ง การเพิ่มเฉลียง
      • การเพิ่มหรือลดพื้นที่ส่วนของหลังคา : ต้องมีขนาดไม่เกิน 5 ตารางเมตร และจะต้องไม่ใช่การลด-เพิ่ม เสา หรือคาน
      Read More

      ความรู้งานก่อสร้าง “ก่อนซ่อมแซมบ้าน ควรวางแผนอย่างไร”

      สาระน่ารู้ : ก่อนการซ่อมแซมบ้าน ควรวางแผนอย่างไร

      ซ่อมบ้าน ต้องขออนุญาตไหม เรื่องน่ารู้ก่อนคิดที่จะทำการซ่อมแซมบ้าน

      ก่อนวางแผนซ่อมแซมบ้าน ต้องรู้อะไรบ้าง

      บ้านเป็นทรัพย์สินอีกประเภทที่เสื่อมสภาพตามกาลเวลาโดยเฉพาะบ้านที่สร้างมานาน แต่ทุกคนก็ต้องการให้บ้านดูสวยงามและมีบรรยากาศดี จึงจำเป็นต้อง ซ่อมแซม ปรับปรุงบ้านให้กลับมาน่าอยู่อาศัยตามกำลังทรัพย์ที่มี แน่นอน ว่าก่อนปรับปรุงบ้านใหม่มีหลายเรื่องให้ต้องทำ เพราะถ้าวางแผนไม่ดีงบประมาณอาจบานปลายได้

      ถ้าจะซ่อมแซมบ้าน ต้องขออนุญาตไหม

      เมื่อจะซ่อมแซมบ้าน ผู้เป็นเจ้าของบ้านไม่ต้องทำหนังสือขออนุญาตกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นก่อน เว้นแต่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างบ้านให้ผิดไปจากเดิม เช่น การขยายพื้นที่ชั้นใดชั้นหนึ่งของอาคารมากกว่า 5 ตารางเมตร มีการเพิ่มลดหรือเปลี่ยนจำนวนเสา คาน บันได และผนัง หรือขยายหลังคาให้ปกคลุมเนื้อที่มากขึ้นกว่าเดิม ลักษณะนี้ถือเป็นการต่อเติมบ้านที่ต้องขออนุญาตก่อน ฉะนั้นใครที่วางแผนซ่อมบ้านควบคู่กับการต่อเติมข้างบ้านในคราวเดียว แต่ไม่มั่นใจว่าจำเป็นต้องขออนุญาตหรือไม่ แนะนำว่าควรยื่นหนังสือขออนุญาตให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นพิจารณาก่อน เพื่อความปลอดภัยจากการทำผิดกฎหมาย และหลีกเลี่ยงการโดนเพื่อนบ้านฟ้องร้อง ครับผม

      ซ่อมแซมบ้าน คืออะไร เหมือนหรือต่างกับการต่อเติมบ้าน

      เชื่อว่าเมื่อเอ่ยถึงการซ่อมแซมบ้าน หลายคนอาจยังสับสนว่าสิ่งที่กำลังวางแผนทำอยู่นั้น แท้จริงคือการซ่อมแซมหรือการต่อเติมกันแน่ เพื่อทำความเข้าใจได้ถูกต้อง ลองมาดูความหมายและความต่างกัน

      • การซ่อมแซม คือ การซ่อมหรือเปลี่ยนส่วนต่าง ๆ ของบ้านหรืออาคารให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม เช่น ซ่อมรอยรั่วของประตู ซ่อมพื้นโดยอาจซ่อมเฉพาะส่วนที่เสียหายหรือเปลี่ยนพื้นไปเลย หรือซ่อมผนังร้าวด้วยการอุดผนังพร้อมทาสีใหม่ เป็นต้น
      • การต่อเติม เป็นการดัดแปลงบ้านด้วยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือส่วนต่าง ๆ ของอาคารที่สร้างไว้แล้วผิดไปจากเดิม ได้แก่ เพิ่ม เติม ลด ขยาย ลักษณะขอบเขต แบบ รูปทรง สัดส่วน น้ำหนัก ที่ไม่ใช่การซ่อมแซมหรือการดัดแปลงอาคารตามที่กฎหมายกำหนด จำเป็นต้องทำหนังสือขออนุญาตและยื่นเอกสารให้กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นพิจารณาก่อนทุกครั้ง 

      4 เรื่องที่ต้องรู้ ก่อนวางแผนที่จะซ่อมแซมบ้าน

      เมื่อพิจารณาแล้วว่า ถึงเวลาที่ต้องซ่อมแซมหรือปรับเปลี่ยนบ้านที่มีสภาพทรุดโทรมให้เป็นบ้านที่สวยงามและน่าอยู่กว่าเดิม ก็ไม่ได้หมายความว่าจะลงมือติดต่อช่างมาซ่อมบ้านได้ทันที ยังมีเรื่องต้องนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจก่อนลงมือซ่อมบ้าน ส่วนจะมีอะไรบ้างตามมาดูพร้อม ๆ กัน

      (1) ต้องทำการสำรวจบ้านเพื่อลิสต์จุดที่ซ่อมแซม

      ก่อนตัดสินใจว่าจะลงมือซ่อมบ้านด้วยตนเอง หรือมองหาช่างซ่อมบ้าน ใกล้ฉัน อันดับแรกควรสำรวจตัวบ้านอย่างละเอียดว่ามีจุดไหนที่ต้องได้รับการซ่อมแซมหรือปรับปรุงใหม่ พร้อมจดลิสต์ว่าแต่ละจุดเกิดปัญหาอะไร เพื่อจะได้วางแผนซ่อมแซมและปรับปรุงในขั้นต่อไป สำหรับการเช็กบ้านสามารถทำได้ง่าย ๆ ดังนี้

      • สำรวจบ้านด้วยตนเอง เช่น มีปัญหาน้ำรั่วซึม รอยแตกร้าว ร่องรอยปลวก หรือการทรุดตัวของบ้านหรือไม่ ซึ่งปัญหาเหล่านี้สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า
      • จ้างช่างมืออาชีพมาตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการซ่อมแบบจริงจัง ยิ่งถ้าตรวจพบการทรุดตัวของดินจนทำให้เกิดช่องว่างระหว่างตัวบ้านและพื้นดิน ควรให้วิศวกรผู้เชี่ยวชาญเป็นตรวจสอบความเสียหายของโครงสร้างบ้านและประเมินว่าต้องดำเนินการอย่างไร เพื่อแก้ไขปัญหาบ้านทรุด

      (2) ต้องทำการประเมินความเร่งด่วน

      เมื่อทราบจุดที่ต้องทำการซ่อมแซมแล้ว ขั้นตอนต่อการคือการเรียงลำดับความสำคัญว่าตรงจุดไหน ต้องรีบแก้ไขก่อนเกิดปัญหาลุกลามจนยากซ่อมแซม และจุดใดสามารถรอการแก้ไขปัญหาในภายหลัง เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดแนะนำทำตารางการซ่อมบ้าน นอกจากได้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้น ยังนำบางรายการมารวมกันเพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะเจ้าของบ้านที่วางแผนต่อเติมหรือเปลี่ยนแปลงบ้านอยู่แล้ว ก็ถือโอกาสนี้ดำเนินการทุกอย่างให้เรียบร้อยในครั้งเดียว

      (3) ต้องทำการประเมินงบประมาณ

      การซ่อมแซมบ้านแต่ละจุดล้วนต้องใช้งบประมาณทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงของช่าง ค่าวัสดุอุปกรณ์ หรือค่าเดินทางกรณีที่เจ้าของบ้านไปเลือกซื้อวัสดุด้วยตนเอง ยิ่งถ้ามีงบประมาณอย่างจำกัด การแบ่งซ่อมทีละจุด ๆ จึงเป็นทางเลือกที่ดี และเพื่อให้การใช้งบเกิดประโยชน์และคุ้มค่ามากที่สุด การคำนวณวัสดุที่ต้องใช้ให้พอดี เลือกซื้อการแหล่งจำหน่ายวัสดุที่น่าเชื่อถือ มีความหลากหลายของแบรนด์ให้เปรียบเทียบและเลือกใช้ รวมถึงมีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าที่เป็นสมาชิกหรือรูดซื้อผ่านบัตรเครดิตก็ยิ่งช่วยเซฟเงินในกระเป๋าได้มากขึ้น

      (4) ต้องทำการเลือกช่าง

      ขั้นตอนต่อมาคือการเลือกทีมช่างเข้ามาดำเนินการซ่อมบ้าน ซึ่งเจ้าของบ้านหลายคนอาจเลือกช่างตามคำแนะนำของเพื่อน เพราะถือเป็นช่างซ่อมบ้านที่มีรีวิวจากผู้ใช้บริการจริงมาการันตีฝีมือ แต่ถ้าเพื่อนหรือคนใกล้ตัวไม่เคยมีใครใช้บริการซ่อมบ้านมาก่อน อาจค้นหาช่างซ่อมบ้าน ใกล้ฉัน แล้วอ่านรีวิวประกอบการตัดสินใจอีกครั้ง ก่อนเรียกทีมช่างที่สนใจเข้ามาตีราคา 2-3 ราย เพื่อเปรียบเทียบราคา โดยประเด็นนี้รวมถึงช่างที่เลือกมาจากที่มีคนรู้จักแนะนำด้วย

      เมื่อตัดสินใจได้แล้ว อย่าลืมทำสัญญารายการซ่อมให้ละเอียด ว่ามีการแบ่งจ่ายเงินเป็นกี่งวด ระบุระยะเวลาที่แน่ชัดในการซ่อมแซมแต่ละจุด จุดไหนเหมาจ่าย หรือจุดไหนจ่ายเฉพาะค่าแรง เพื่อป้องกันช่างหนีงานและยังเป็นการรับประกันว่าช่างจะทำตามรายละเอียดอีกด้วย

       

       

      Read More

      ความรู้งานก่อสร้าง ” เรื่องระบบท่อระบายน้ำ”

      สาระน่ารู้ : เรื่องระบบท่อระบายน้ำ

       

      ข้อควรระวังในการวางท่อระบายน้ำ

      ไม่ควรวางท่อให้ระดับปากท่อด้านล่างต่ำกว่าระดับดินเดิมของร่องน้ำ เพราะอาจทำให้เกิดการสะสมของตะกอนภายในเส้นท่อได้ และไม่ควรวางท่อให้ระดับปากท่อด้านล่างสูงกว่าระดับดินเดิม เพราะจะทำให้เกิดการกัดเซาะของน้ำบริเวณใต้ท่อระบายน้ำได้

      ท่อระบายน้ำ หมายถึง ท่อหรือรางสำหรับระบายน้ำเสียจากแหล่งชุมชน และอุตสาหกรรม หรือการระบายน้ำฝน โดยระบบท่อระบายน้ำนั้น นอกจากระบบท่อแล้วต้องมีส่วนประกอบอื่นเพื่อใช้ในการรวบรวมน้ำเสียจากแหล่งกำเนิดน้ำเสียต่าง ๆ ได้แก่ เช่น อาคารที่พักอาศัย โรงแรม โรงพยาบาล สถานที่ราชการ และเขตพาณิชยกรรม เขตธุรกิจ

      การวางระบบท่อระบายน้ำจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการสำรวจ วิเคราะห์ วางแผน และออกแบบตามรูปแบบและวัตถุประสงค์ของการระบายน้ำให้รอบคอบและรัดกุมที่สุด เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งในการออกแบบระบบวางท่อระบายน้ำ ต้องพิจารณาหลาย ๆ ด้าน เช่น ลักษณะภูมิประเทศของแต่ละท้องถิ่น ปริมาณน้ำฝน น้ำในดิน ตำแหน่งของการวางท่อระบายน้ำต้องวางในตำแหน่งที่สามารถระบายน้ำได้ดีที่สุด ระดับของท่อระบายน้ำที่ช่วยให้เกิดการไหลในปริมาณที่เหมาะสม รวมทั้งชนิดของท่อระบายน้ำ ขนาดของท่อระบายน้ำ และจำนวนท่อระบายน้ำ เป็นต้น

      ก่อนวางท่อระบายต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง

      1. การเลือกใช้ท่อระบายน้ำ

      การเลือกท่อระบายน้ำ ต้องเลือกให้มีความแข็งแรงให้เพียงพอสำหรับรองรับน้ำหนักในการใช้งานได้และความเหมาะสมกับสถานที่นั้น ๆ รวมถึงองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น ปริมาณของน้ำที่มากจากน้ำฝนและน้ำทิ้งในพื้นที่ ลักษณะภูมิประเทศและความลาดชันของพื้นที่ เพื่อนำมาคำนวณหาท่อระบายที่เหมาะสม โดยดูทั้งขนาดของท่อระบายน้ำ ความจุของท่อระบายน้ำ และความเร็วที่เหมาะสม เพื่อก่อให้เกิดการระบายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งวัสดุที่นิยมนำมาใช้สำหรับวางท่อระบายน้ำคือ ท่อระบายน้ำคอนกรีต

      ท่อระบายน้ำคอนกรีตมีลักษณะแข็งแรงคงทนมีความยาวท่อนละประมาณ 100 เซนติเมตร และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางหลายขนาดตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ โดยแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ท่อระบายน้ำชนิดกลม และท่อระบายน้ำชนิดเหลี่ยม

      • ท่อระบายน้ำชนิดกลม ลักษณะของท่อกลม จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดปากรางลิ้นและชนิดปากระฆัง นอกจากนี้ท่อกลมยังแบ่งตามมาตรฐานอุตสาหกรรมอีก 4 ชั้น คือ ชั้น 1, ชั้น 2, ชั้น 3 และ ชั้น 4 เหมาะสำหรับการระบายน้ำไม่มาก ใช้ในพื้นที่ที่มีการระบายน้ำไม่มากนัก สามารถนำไปใช้กับช่องน้ำขนาดเล็ก หรือมีร่องน้ำกว้างไม่เกิน 5 เมตร ขนาดท่อมีตั้งแต่ 30 – 1.50 เมตร มีอัตราการไหลผ่านของน้ำจำนวน 0 – 5 ลบ./วินาที ขึ้นอยู่กับขนาดของท่อ หากใช้ในย่านชุมชนควรมีบ่อพักทุกระยะ สำหรับงานทางหลวงนิยมใช้แบบปากรางลิ้น เพราะขนย้ายได้สะดวก และจะใช้เฉพาะท่อ ค.ส.ล. ชั้นที่ 2 กับงานผิวจราจร ส่วนท่อ ค.ส.ล. ชั้นที่ 3 จะใช้กับงานผิวทางเท้า

      ท่อระบายน้ำชนิดเหลี่ยม ท่อระบายน้ำชนิดเหลี่ยมมีให้ใช้ทั้งแบบหล่อสำเร็จ และแบบหล่อในพื้นที่ทั้งแบบคอนกรีต หรือคอนกรีตเสริมเหล็ก ขึ้นอยู่กับลักษณะของการใช้งาน เหมาะกับงานที่ต้องการระบายน้ำให้จำนวนมากในพื้นที่ชุมชนขนาดใหญ่ เพราะมีขนาดพื้นที่หน้าตัดเปิดช่องได้มากกว่าท่อกลม โดยสามารถแบ่งตามชนิดของโครงสร้างได้เป็น 2 ชนิด คือ โครงสร้างแบบ Simple และ โครงสร้างแบบ Span Rigid Frame หากนำไปใช้กับลำน้ำต้องมีความกว้างไม่เกิน 10 เมตร มีขนาดท่อตั้งแต่ 60 x 0.60 – 3.60 x 3.60 เมตร มีอัตราการไหลผ่านของน้ำจำนวน 5 – 30 ลบ./วินาที ขึ้นอยู่กับขนาดของท่อ

      2. ความเร็วในการไหลของน้ำเสีย

        โดยทั่วไปแล้วความลาดเอียงของท่อแนวนอน จะเป็นตัวกำหนดความเร็วของน้ำภายในท่อ แต่อัตราการความเร็วในการล้างท่อด้วยตัวเองของท่อระบายน้ำเสียหรือความเร็วภายในท่อไม่ควรน้อยกว่า 0.6 เมตร/วินาที เพื่อป้องกันไม่ให้เศษผงต่าง ๆ เกิดการตกตะกอนภายในเส้นท่อ และความเร็วสูงสุดไม่ควรเกิน 6 เมตร/วินาที เพื่อป้องกันการกัดกร่อนของท่อระบายน้ำ ซึ่งความเร็วภายในท่อที่นิยมใช้อยู่ที่ประมาณ 2-3 เมตร/วินาที ส่วนความเร็วของน้ำที่ไหลออกมาจากปลายท่อ ไม่ควรมีความเร็วที่สูงเกินไปจนทำให้เกิดการกัดเซาะ ยกเว้นมีการทำโครงสร้างให้มีการป้องกันการกัดเซาะของน้ำ เช่น ใช้ดินทรายหรือดินตะกอนทำโครงสร้าง ความเร็วของการไหลที่ปลายท่อต้องไม่เกิน 1 เมตร/วินาที ในกรณีที่เป็นดินเหนียว ความเร็วที่ปลายท่อไม่ควรเกิน 1.2 เมตร/วินาที

        3. การวางระยะห่างของบ่อพักระบายน้ำ

        บ่อพักคอนกรีตสำหรับการระบายน้ำมักใช้งานร่วมกันกับท่อระบายน้ำคอนกรีต สำหรับเกณฑ์การออกแบบโดยทั่วไปมีการกำหนดให้ระยะห่างสูงสุดสำหรับเส้นผ่านศูนย์กลางของท่อขนาดต่างๆ ดังต่อไปนี้

        • ท่อระบายน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่าหรือเท่ากับ 600 มม. ควรมีระยะห่างไม่เกิน 100 เมตร
        • ท่อระบายน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง 700 – 1,200 มม. ควรมีระยะห่างไม่เกิน 120 เมตร
        • ท่อระบายน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 1,200 มม. ระยะห่างให้อยู่ในดุลยพินิจของวิศวกรและสภาพแวดล้อม

        อย่างไรก็ตาม การวางระยะห่างอาจมีความแตกต่างกันตามข้อกำหนด มาตรฐานและขนาดของท่อระบายน้ำ เช่น ในกรุงเทพมหานคร การวางท่อระบายน้ำจะทำตามแบบมาตรฐานของกรุงเทพมหานคร โดยที่บ่อพักท่อระบายน้ำจะต้องมีระยะห่างระหว่างบ่อพักต้องไม่เกิน 15 เมตร ส่วนในนิคมอุตสาหกรรมมีการออกมาตรฐานว่าต้องวางให้มีระยะห่างไม่เกิน 40 เมตร สำหรับทางหลวงท่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เมตร ต้องมีระยะห่างระหว่างบ่อพักไม่เกิน 8 เมตร และท่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 – 1.5 เมตร ต้องมีระยะห่างระหว่างบ่อพักไม่เกิน 16 เมตร ขึ้นอยู่ โดยต้องมีทุกจุดที่มีการเปลี่ยนขนาดท่อ และจุดบรรจบของท่อหรือรางระบายน้ำ

        4. ความลาดเอียงหรือลาดชัน

        การออกแบบระบบท่อน้ำเสียจะใช้หลักการที่ว่า น้ำมักจะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ดังนั้น การวางท่อเพื่อใช้ในการระบายน้ำจึงจำเป็นต้องอาศัยความลาดเอียงของท่อ เพื่อให้น้ำในท่อสามารถไหลได้อย่างรวดเร็วเพียงพอที่จะนำเอาสิ่งสกปรกหรือเศษผงให้ไหลผ่านออกไปได้อย่างสะดวก การวางท่อระบายน้ำโดยรอบอาคาร การใช้ท่อคอนกรีตเสริมเหล็ก ต้องอาศัยความลาดเอียงที่ไม่ต่ำกว่า 1 : 200 (50%) ตามระดับแนวตรงที่สุด ซึ่งหมายความว่าในทุก ๆ ความยาวของท่อ 2 เมตร จะต้องมีความต่างระหว่างปากท่อและปลายท่อ ต่ำลง 1 ซม. เสมอ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เหมาะสำหรับการไหลของน้ำทิ้ง ปัจจุบันมีท่อระบายน้ำหลากหลายขนาดให้เลือกใช้งาน ตั้งแต่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.3 เมตร 0.4 ม. ไปจนถึง 1.50 เมตร หรืออาจมีขนาดใหญ่กว่านั้นตามความต้องการของผู้ใช้งาน เช่น ในเขตกรุงเทพมหานคร มีการกำหนดความลาดเอียงของท่อระบายน้ำไม่ต่ำกว่า 1 : 500 โดยใช้ท่อที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.4 เมตร ส่วนท่อระบายน้ำที่มีขนาดใหญ่กว่านี้ จำเป็นต้องใช้ระดับความลาดเอียงไม่ต่ำกว่า 1 : 1,000 ของทั้งระบบระบายน้ำ

        โดยก่อนที่จะทำการวางท่อระบายนั้นจำเป็นต้องมีการปรับระดับความลาดเอียงโดยการเททรายอัดแน่นลงไปก่อน จากนั้นค่อยเทคอนกรีตหยาบลงไปตามแนวความยาวของท่อ และควรมีบ่อพักท่อระบายน้ำทุกระยะ 6 – 8 เมตรตามความของท่อ หรือมุมเลี้ยวเปลี่ยวทิศทางหรือแนวการวางท่อ โดยต้องเลือกขนาดให้เหมาะสมต่อการใช้งานร่วมกับบ่อพักคอนกรีต เพื่อการใช้งานที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ง่ายต่อการทำความสะอาดและดูแลรักษา

        5. ความถี่และปริมาณน้ำฝนในพื้นที่

        ปริมาณน้ำฝนที่ใช้ในการออกแบบสำหรับการระบายน้ำฝนในเขตที่พักอาศัย มักคำนวณจากความถี่ของปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ระยะ 2 – 15 ปี และลักษณะพื้นที่ในแต่ละแห่ง ส่วนในเขตพาณิชย์ใช้การคำนวณความถี่ช่วงระยะ 10 – 50 ปี เช่น ในพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร จะใช้เกณฑ์ปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 5 ปี

        Read More

        ความรู้งานก่อสร้าง “สิ่งที่ควรรู้ก่อนรีโนเวทบ้าน”

        สาระน่ารู้ : งานก่อสร้าง

        เรื่อง : ความรู้การรีโนเวทบ้าน

        รีโนเวทบ้าน ต้องเตรียมตัวกันอย่างไรบ้าง

        สิ่งที่ควรรู้ ก่อนการต่อเติม รีโนเวทบ้าน

        ศึกษากฎหมายการรีโนเวทบ้าน

        ก่อนที่จะทำการรีโนเวทบ้านเก่าก็ควรจะต้องศึกษากฎหมายเสียก่อนว่าสิ่งที่ต้องการทำนั้นเป็นการรีโนเวทบ้าน หรือเป็นการดัดแปลงบ้าน เพราะจะส่งผลว่าต้องไปขออนุญาตในการทำหรือไม่ ซึ่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการต่อเติมบ้านนั้นมีระบุอยู่ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2528) โดยมีรายละเอียด ดังนี้

        • การเปลี่ยนโครงสร้างโดยใช้วัสดุ ขนาด จำนวน และชนิดเดียวกับของเดิมนั้นไม่ต้องขออนุญาต ยกเว้นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก คอนกรีตอัดแรง และโครงสร้างเหล็ก ที่ต้องขออนุญาตทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนที่เหมือนเดิมหรือไม่ก็ตาม
        • การต่อเติมหรือลดพื้นที่หลังคาเกิน 5 ตารางเมตร โดยมีการเพิ่มหรือลดเสาคาน จะต้องขออนุญาต
        • การต่อเติมหรือลดพื้นที่ชั้นใดชั้นหนึ่งเกิน 5 ตารางเมตร โดยมีการเพิ่มหรือลดเสาและคาน จะต้องขออนุญาต
        • การต่อเติมที่เป็นการเพิ่มน้ำหนักแก่โครงสร้างเดิมเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ จะต้องขออนุญาต
        ข้อควรระวัง ห้ามทำสิ่งเหล่านี้เด็ดขาดเมื่อต้องรีโนเวทบ้าน

        เมื่อมีสิ่งที่ควรทำแล้ว ก็จะมีข้อห้าม หรือข้อควรระวังที่ไม่ควรทำ เมื่อต้องรีโนเวทบ้าน ซึ่งข้อควรระวังเหล่านี้ก็ได้แก่

        • อย่าทำเองหากไม่มีความชำนาญ เพราะอาจจะทำให้เสียเงินและเวลามากกว่าเดิม
        • อย่าเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของบ้านด้วยตัวเอง โดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพราะอาจสร้างความเสียหายหนักให้กับบ้านได้
        • อย่าละเลยระบบอื่นๆ ในบ้าน อย่างระบบการเดินสายไฟ ระบบท่อประปา โดยเฉพาะเวลารีโนเวทบ้านเก่า ที่มักมีความเสื่อมโทรมจากอายุการใช้งานมาก่อน
        • หากโครงสร้างเดิมเสียหายหรือขัดขวางการรีโนเวทบ้าน ก็ไม่ควรฝืนที่จะเก็บเอาไว้
        • ไม่ควรเปลี่ยนใจบ่อยระหว่างการรีโนเวทบ้านเพราะจะทำให้เสียเวลาและเงิน ควรตัดสินใจให้แน่วแน่ก่อนจะเริ่มทำการรีโนเวทจะดีกว่า

         

        Read More

        ความรู้งานก่อสร้าง ” กฎหมายเกี่ยวกับงานต่อเติมบ้าน 2″

        สาระน่ารู้ : งานก่อสร้าง

        เรื่อง  : กฎหมายเกี่ยวกับงานต่อเติมบ้าน 2

        รู้จักกับกฎหมายต่อเติมบ้าน พร้อมสาระที่ผู้จะต่อเติมบ้านควรรู้!

        บทความที่จะแนะนำถึงหลักการต่อเติมบ้าน และที่อยู่อาศัยว่าควรคำนึงถึงอะไรบ้าง และบทลงโทษหากทำการต่อเติมบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาต

        ต่อเติมบ้านแบบไหนที่ไม่ต้องขออนุญาต

        การต่อเติมบ้านบางประเภทจะเป็นการเปลี่ยนแปลงบ้านเพียงเล็กน้อย ไม่สร้างผลกระทบกับน้ำหนัก และความมั่นคงของบ้านมากเท่าไหร่ ทำให้ไม่มีความจำเป็นที่กฎหมายจะบังคับให้ต้องขออนุญาต จึงสามารถทำได้โดยที่ไม่ต้องยื่นขออนุญาตก่อน ซึ่งกรณีการต่อเติมที่ไม่ต้องขออนุญาต มีดังนี้

        • การเปลี่ยนโครงสร้างของบ้าน โดยใช้วัสดุ ขนาด จำนวน และชนิด เหมือนกับแบบเดิมไม่ต้องขออนุญาต เช่น เปลี่ยนเสาไม้เก่า 4 เสา เป็นเสาไม้ใหม่ 4 เสา แต่ยกเว้นการเปลี่ยนโครงสร้างที่ใช้คอนกรีตเสริมเหล็ก คอนกรีตอัดแรง และโครงสร้างเหล็ก จะต้องขออนุญาตเสมอ เพราะมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยสูง
        • การเปลี่ยนแปลงส่วนต่างๆ ของบ้าน ที่ไม่เป็นโครงสร้างของบ้าน ทำให้เพิ่มน้ำหนักรวมของบ้านไม่เกิน 10% ไม่ต้องขออนุญาต โดยตัวอย่างของส่วนที่ไม่นับเป็นโครงสร้างของบ้าน เช่น ผนัง พื้น และส่วนตกแต่งเพิ่มเติมอื่นๆ ซึ่งหากเปลี่ยนวัสดุเป็นวัสดุที่หนักกว่าเดิม เช่น เปลี่ยนพื้นไม้เป็นพื้นคอนกรีต ก็อาจต้องใช้วิศวะช่วยในการคำนวณน้ำหนักว่าเกิน 10% หรือไม่
        • การเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบของอาคาร ขนาด หรือรูปทรง ซึ่งเพิ่มน้ำหนักไม่เกิน 10% ไม่ต้องทำการขออนุญาต เช่น การเพิ่ม ลด หรือเปลี่ยนรูปแบบ หน้าต่าง ประตู และฝ้าเพดาน เป็นต้น
        • การเพิ่มหรือลดพื้นที่ โดยรวมกันไม่เกิน 5 ตารางเมตร และไม่เพิ่ม-ลดเสา รวมถึงคานใหม่ ก็ไม่ต้องขออนุญาต
        • การเพิ่มหรือลดพื้นที่ส่วนของหลังคา ไม่เพิ่ม-ลดเสา หรือคานใหม่ และมีน้ำหนักรวมกันเพิ่มขึ้นไม่เกิน 10% ก็ไม่ต้องขออนุญาต

        รวมข้อกฎหมายเกี่ยวกับระยะร่น และการเว้นที่ว่างก่อนจะต่อเติมบ้าน

        ระยะร่น เป็นระยะห่างของอาคารกับทางสาธารณะ โดยจะเริ่มทำการวัดจากตำแหน่งของทางสาธารณะเข้ามาจนถึงแนวอาคาร ซึ่งการวัดระยะร่นของอาคารประเภทต่างๆ ก็จะมีวิธีการวัดที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นการวัดจากเขตถนน หรือวัดจากจุดกึ่งกลางถนน  ซึ่งระยะร่นจะต้องเป็นพื้นที่ว่างจากถนนถึงอาคาร โดยไม่นับขอบเขตของที่ดินที่ปลูกสร้างอาคารนั้นๆ

        ระยะห่างระหว่างอาคาร

        ระยะห่างระหว่างอาคารนั้นมีอยู่หลายประเภท ซึ่งในเนื้อหาที่จะแสดงต่อไปนี้จะเป็นกรณีที่ใช้กับอาคารชั้นเดียว จนถึงอาคารที่มีความสูงไม่เกิน 9 เมตร เช่น ต่อเติมบ้าน พื้นที่หลังบ้าน เป็นห้องครัว ห้องซักล้าง หรือระเบียงชั้น 2 ที่จะมีการวัดจากเขตแนวที่ดินกับตัวอาคารเป็นหลัก

        ระยะห่างระหว่างผนัง

        ระยะห่างระหว่างผนังกับที่ดิน ในกรณีผนังมีช่องเปิด อย่างหน้าต่าง ช่องลม หรือช่องที่แสงสามารถส่องผ่านได้ จะต้องเว้นระยะห่างจากแนวเขตที่ดินข้างเคียงไม่น้อยกว่า 2 เมตร และในกรณีผนังทึบ จะต้องเว้นระยะห่างจากแนวเขตที่ดินข้างเคียงไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร ยกเว้นเจ้าของพื้นที่ข้างเคียงมีหนังสือยินยอมให้สร้างได้ จึงจะสามารถสร้างชิดเขตแนวที่ดินได้ (ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 55 ข้อ 50)

        ระยะห่างชายคา/กันสาด

        สำหรับส่วนชายคา หรือกันสาดจะต้องห่างจากแนวเขตไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร เท่ากันกับกรณีผนังทึบ

        ระยะห่างของการต่อเติมระเบียงชั้นบน

        การต่อเติมระเบียงชั้นบน ที่สามารถขึ้นไปใช้งานด้านบนได้ จะต้องเว้นระยะจากแนวเขตที่ดินไม่น้อยกว่า 2 เมตร เท่ากับกรณีต่อเติมผนังที่มีช่องเปิด

        บทลงโทษ และค่าปรับหากทำผิดกฎหมายการต่อเติมบ้าน

        ตามกฎพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21 และ 39 ทวิ ซึ่งสามารถสรุปให้ง่าย คือ การจะดัดแปลง ต่อเติมอาคาร ต้องแจ้ง และต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานท้องถิ่นก่อนเสมอ ตามมาตรา 21 พร้อมกับต้องยื่นแบบแปลน รวมถึงชื่อสถาปนิกและวิศวกรที่ควบคุมงานให้เจ้าพนักงานทราบ ตามมาตรา 39 ทวิ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร กำหนดให้การก่อสร้าง หรือต่อเติมต้องมีระยะห่างระหว่างอาคาร เพื่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย และป้องกันการรบกวนบุคคลในพื้นที่ข้างเคียง โดยที่หากมีการต่อเติมบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือต่อเติมบ้านผิดไปจากแบบแปลนที่ยื่นขอไว้ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง หากเจ้าของบ้านถูกร้องเรียน และสืบพบว่ามีการต่อเติมบ้านผิดกฎหมาย จะต้องโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกิน 30,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

        เมื่อเวลาผ่านไป สภาพแวดล้อมรอบบ้าน คนที่อยู่อาศัย และสิ่งของที่ต้องใช้ก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ดังนั้น การต่อเติมบ้านจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับหลายคน ไม่ว่าจะเป็นการต่อเติมบ้านจัดสรร บ้านเดี่ยว หรืออื่นๆ ซึ่งการต่อเติมบ้านบางรูปแบบก็ไม่ต้องขออนุญาต เช่น การเปลี่ยนส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้าง ด้วยวัสดุเดิม น้ำหนักไม่เพิ่มมาก หรือการขยายหลังคาเพียงเล็กน้อยที่ไม่เกินเงื่อนไขที่กำหนดไว้ โดยเมื่อตัดสินใจจะต่อเติมบ้านแล้วก็ควรจะมีผู้เชี่ยวชาญอย่างสถาปนิก และวิศวะมาช่วยดูว่าต้องขออนุญาตหรือไม่ แผนการต่อเติมปลอดภัยหรือเปล่า และมีระยะร่นที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ จำเป็นต้องขอใบอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ไหมในการต่อเติมบ้าน ซึ่งหากจำเป็นก็ควรทำให้เรียบร้อยก่อนเริ่มการต่อเติมบ้าน พร้อมทั้งควรพูดคุยตกลงกับเพื่อนบ้านให้ตรงกันว่าจะทำการต่อเติมแบบใด เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดในอนาคต เช่น การล้ำพื้นที่ หรือความรำคาญระหว่างการก่อสร้าง เป็นต้น

        ซึ่งหากจำเป็นต้องยื่นขออนุญาตแต่ไม่ทำตามก็จะนำมาซึ่งบทลงโทษที่จะทำให้เกิดปัญหาต่อไปได้ ทั้งในเชิงความเสี่ยงที่จะติดคุก หรือเสียค่าปรับ และความเสี่ยงด้านความปลอดภัยต่อผู้อยู่อาศัย ผู้คนโดยรอบ และทรัพย์สิน ดังนั้น การทำให้การต่อเติมบ้านที่ถูกต้องตามกฎหมายจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

         

        การฉาบปูนนั้นคืองานที่เป็นสาระสำคัญอยู่ตรงที่ควรทำอย่างไรให้การฉาบปูนออกมามีเรียบเนียน และไม่ก่อให้เกิดการแตกร้าวหลังจากที่ปูนแห้งสนิท ซึ่งปัญหาเรื่องการแตกร้าวนับเป็นเรื่องชวนปวดหัวที่ช่างก่อสร้างมักเจอเป็นประจำ และแน่นอนว่ามันสามารถสร้างความกังวลใจแก่เจ้าของบ้านเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีการนำลวดตาข่ายที่เรียกว่า “ตะแกรงกรงไก่” ซึ่งเต็มที่อุปกรณ์ลวดเหล็กชนิดนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ในงานด้านปศุสัตว์และงานด้านเกษตรกรรม เพราะเป็นการนำเส้นลวดตาข่ายสี่เหลี่ยมชุบสังกะสี (GALVANIZED STEEL WIRE) ที่มีคุณสมบัติในการป้องกันสนิมและทนทานต่อการกัดกร่อนจากสภาวะต่างๆได้เป็นอย่างดี ซึ่งในเชิงช่างหรืองานก่อสร้างนั้นตะแกรงกรงไก่ถือว่ามีประโยชน์ในงานฉาบปูนอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

        ประโยชน์ของตะแกรงกรงไก่สำหรับงานก่อสร้าง

        สามารถนำใช้เพื่อลดโอกาสแตกร้าวของผนังที่มีการฉาบปูน โดยเฉพาะในจุดที่มีปัญหา เช่น รอบวงกบประตู-หน้าต่างๆ, ตามแนวท่อน้ำประปา, แนวท่อร้อยสายไฟฟ้า, รอยต่อระหว่างเสาและผนัง, รอยต่อระหว่างคานและผนัง, รอยต่อระหว่างผนังและคานคอดิน เป็นต้น ใช้รองรับแผ่นฉนวนกันความร้อนใต้หลังคาไม่ให้หย่อนเป็นท้องช้างได้ ใช้ได้กับทั้งใต้หลังคาโรงงาน ห้างสรรพสินค้า และโกดังสินค้า เป็นต้น

        ควรเลือกซื้อตะแกรงกรงไก่ขนาดเท่าไหร่ ตะแกรงกรงไก่สำหรับงานก่อสร้างนั้นจะนิยมเลือกซื้อในขนาด ตา ½” หรือตาข่ายกว้าง 4 หนุน หน้ากว้าง 90 เซนติเมตร และความยาวประมาณ 24-30 เมตร โดยขนาดไซซ์อื่นๆ จะนิยมใช้ในงานประเภทอื่นอย่างทำกรงนก กรงไก่ ตาข่ายป้องกันงู ตาข่ายกั้นอาณาเขต ก็จะใช้ความถี่หรือความกว้างของตาข่ายที่แตกต่างกันออกไปตามวัตถุประสงค์เป็นหลัก

        ควรติดตะแกรงกรงไก่ก่อนฉาบที่บริเวณใดบ้าง อย่างที่ได้กล่าวไปว่าตะแกรงกรงไก่เป็นตาข่ายเหล็กที่เหมาะสำหรับใช้งานฉาบปูน โดยสามารถนำไปประยุกต์ได้ในหลายตำแหน่งดังนี้

        งานฝังท่อวางระบบและบล็อกไฟเป็นตำแหน่งที่สามารถเกิดรอยร้าวหลังปูนแห้งค่อนข้างสูง เพราะในระหว่างวันปูนจะมีการหดตัวและคลายตัวเกิดขึ้นได้ตามสภาพอากาศ คุณสามารถแก้ปัญหาได้โดยการเสริมตะแกรงกรงไก่ตามตำแหน่ง แนวท่อประปา และแนวท่อร้อยสายไฟ เพื่อให้ปูนสายยึดเกาะและจับตัวได้ดียิ่งขึ้น

        ช่องเปิดประตู หน้าต่าง ช่องแอร์ ในตำแหน่งตามมุมอย่างวงกบประตู หน้าต่าง และช่องแอร์ ล้วนเป็นตำแหน่งยอดฮิตที่มักพบเจอราวร้าวได้เป็นประจำ โดยคุณสามารถนำตะแกรงกรงไก่ไปปิดรอบส่วนของวงกบทับเสาเอ็นและคานทับหลังได้เลย พร้อมปิดตรงมุม 45 องศาด้วย ช่วยให้ปูนไม่ร่อนและจับตัวได้ดีกว่า

        รอยต่ออิฐเสมอเสาโครงสร้าง รอยต่อตามตำแหน่งต่างๆ เช่น รอยต่อระหว่างเสากับผนัง รอยต่อระหว่างคานกับผนัง และรอยต่อระหว่างผนังกับคานคอดิน คุณสามารถนำตะแกรงกรงไก่ไปช่วยแก้ปัญหาโดยการปิดรอยต่อตามตำแหน่งที่กล่าวไปทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรอยแยก ซึ่งเป็นรอยที่รบกวนใจได้มากกว่ารอยแยกตามตำแหน่งอื่นๆ เป็นอย่างมาก

        Read More

        ความรู้งานก่อสร้าง “การรับน้ำหนักของพื้นคอนกรีต”

        สาระน่ารู้ : การรับน้ำหนักของพื้นคอนกรีต

         

        ในการคำนวณการรับน้ำหนักของพื้นคอนกรีตนั้นวิศวกรได้คำนวณมาตรฐานของคอนกรีตไว้สำหรับการรับน้ำหนักแรงกดลงพื้น

        วันนี้ขอเสนอความรู้เกี่ยวกับการรับน้ำหนักของพื้นอาคารมาฝากครับ

         

        พื้นคอนกรีตที่หนาช่วง 10-15ซม. จะเป็นพื้นบ้านหรืออาคารพาณิชย์ทั่วไป ที่เป็นแผ่นพื้นสำเร็จ ที่มีความหนาอยู่ที่ 10ซม. นั่นเอง หากเทท็อปปิ้งด้วยก็จะมีความหนา 15ซม. (ท็อปปิ้งมักเท5ซม.)

        ในการคอริ่ง หากไม่โดนตำแหน่งคาน  ก็สามารถเจาะได้ทุกตำแหน่งตามปกติ พื้นคอนกรีตที่หนาช่วง 20-25ซม จะเป็นพื้นอาคารสูง(ที่มีลิฟต์) พื้นแบบเท(หล่อแบบ)มีสลิง ที่เรียกกันว่า ‘พื้นโพสเทนชั่น’ โดยระยะสลิงมักจะอยู่ในช่วง 15ซม ลงมาจากผิวพื้น ซึ่งในการคอริ่งเจาะรูพื้นประเภทนี้ต้องระวัง หลีกเลี่ยง สลิง ในพื้นด้วย

         พื้นคอนกรีตที่หนาช่วง 25-30ซม จะเป็นพื้นชั้นแรกของอาคาร ,ชั้นใต้ดิน ,โกดัง ,โรงงาน ที่ต้องรับน้ำหนักมากในการวางของ หรือวางเครื่องจักร จึงมีเหล็กในพื้นหนาแน่น และมีขนาดใหญ่ ทำให้การคอริ่งตอนเจาะใช้เวลานาน

        นอกจากจะเจอเหล็กหลายชั้นแล้ว บางแห่งใช้คอนกรีตที่มีความแข็ง (Concrete compressive strength) สูงมากกว่าปกติ เพื่อช่วยในการรับน้ำหนักของพื้นมากขึ้นไปอีก ทำให้ช่วงคอริ่งเจาะปูน ก็เจาะได้ช้าลงด้วยที่ปูนมีความแข็งมากขึ้น

         

        ข้อควรรู้เกี่ยวกับการรับน้ำหนักของพื้นอาคาร (คัดลอกจาก www.civilclub.net)

        ประเภทการใช้อาคาร น้ำหนักบรรทุกจรขั้นต่ำ (กก.ตร.ม.)
        . พื้นกันสาดหรือพื้นหลังคาคอนกรีต 100
        . ที่พักอาศัย โรงเรียนอนุบาล ห้องน้ำ-ห้องส้วม 150
        . ห้องแถว ตึกแถว อาคารชุด หอพัก โรงแรม 200
        . สำนักงาน ธนาคาร 250

         

        Read More

        ความรู้งานก่อสร้าง “เมทัลชีท PU”

        สาระน่ารู้ : เมทัลชีท PU คืออะไร?

        แผ่นเมทัลชีท PU หรือหลังคาเมทัลชีทพียูโฟมมีกี่ประเภท ควรเลือกใช้อย่างไร

        หากอยากให้บ้านมีความรู้สึกที่เย็นสบายนั้นมีหลายวิธี เช่น การปลูกต้นไม้ใหญ่รอบๆ บ้าน การติดตั้งหลังคากันสาด และอีกวิธีหนึ่งที่เป็นวิธีกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านได้ดี คือการติดฉนวนกันความร้อน

        ฉนวนกันความร้อน มี 2 ประเภท คือ

        • แบบแผ่น  สามารถติดตั้งได้ง่ายอย่างปูบนฝ้าเพดาน ติดในโครงผนังเบา ติดบนแป ลักษณะของฉนวนกันร้อนประเภทนี้จะจำหน่ายเป็นม้วน มีความหนาและค่ากันความร้อนแตกต่างกัน ขนาดความยาวต่อม้วนและราคาจะแตกต่างกันตามวัสดุด้วย
        • แบบพ่น เป็นฉนวนที่ใช้พ่นบนวัสดุอีกชนิดหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่กันความร้อน เช่น แผ่นหลังคาบ้าน ฝ้าเพดาน และผนังห้อง อายุการใช้งานยาวนาน ได้แก่

        – เซรามิคสะท้อนความร้อน (Ceramic Coating) เป็นแผ่นฟิล์มที่ได้จากอนุภาคเซรามิคมาผสมกับอะคริลิกและส่วนผสมอื่นๆ สำหรับพ่นรอบๆ อาคาร ทั้งภายในและภายนอก ส่วนใหญ่จะนิยมเคลือบหลังคาและดาดฟ้า กระเบื้องมุงหลังคาบางยี่ห้อก็เคลือบ Ceramic Coating มาเรียบร้อย ในขณะเดียวกันสีทาภายนอกก็ยังเพิ่มฉนวนกันร้อนชนิดนี้ผสมเข้าไปในเนื้อสีด้วย ช่วยกันร้อนได้อีกเช่นกัน นอกจากจะกันร้อนได้แล้ว Ceramic Coating ยังกันน้ำซึมได้อีกด้วย

        – เยื่อกระดาษ (Cellulose) ฉนวนกันร้อนเยื่อกระดาษมีคุณสมบัติควบคุมอุณหภูมิด้วยเส้นใยที่ผสมกันเป็นปุยนุ่น น้ำหนักเบา ป้องกันเสียงเข้าออก ไม่ลามไฟ และยังมีคุณสมบัติเฉพาะคือไม่เป็นแหล่งอาหารของหนู แมลงสาบ ปลวก ฉีดได้ในหลายพื้นผิวทั้ง เหล็ก ไม้ เหมาะสำหรับติดตั้งบริเวณใต้หลังคา โพรงหลังคา และฝ้าเพดาน

        การติดฉนวนกันความร้อนในภายหลังนั้นมีค่าใช้จ่ายทั้งตัวฉนวนและค่าแรงช่าง รวมทั้งพบเจอบริเวณที่ทำการติดฉนวนได้ยาก หากเลือกวัสดุที่ทำฉนวนกันความร้อนพร้อมตั้งแต่ต้นจากโรงงานเลยทำให้ประหยัดงบได้และลดปัญหากวนใจที่อาจจะตามมา
         
        ปัจจุบันเมทัลชีท มีราคาถูก สามารถนำมามุงหลังคาหรือทำผนังก็ได้ แผ่นเมทัลชีทที่บุฉนวนกันความร้อน มี 3 ประเภทคือ
        1. Metal sheet PE
            2. Metal sheet EPS foam
            3. Metalsheet PU (
        เมทัลชีท PU)
        เป็นหลังคาเหล็กบุฉนวนพียูโฟม (PU Foam + Metal Sheet) เพื่อป้องกันความร้อนสูง ทำให้บ้านเงียบ เย็น ไม่ร้อน มีความหนา 1 นิ้วขึ้นไป (ความหนาเมทัลชีท PU 1 นิ้วและ 2นิ้ว การกันความร้อนจะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิที่เราต้องการ) เหมาะสำหรับใช้ภายในอาคารที่มีการใช้เครื่องปรับอากาศ หลังคาเหล็กเมทัลชีทติดพียูโฟม ผลิตจากหลังคาเหล็กรีดลอน นำมาผ่านเครื่องฉีดพ่นพียูโฟม (PU Foam) ใต้ท้องแผ่นหลังคาเหล็กเมทัลชีท จึงได้แผ่นเมทัลชีทบุฉนวนพียูโฟมที่เป็นแผ่นสำเร็จรูปพร้อมใช้งาน สามารถนำเมทัลชีท PU (Metalsheet PU) ที่บุฉนวนมาใต้แผ่นแล้วนี้ ขึ้นไปมุงบนหลังคาได้ไปพร้อมกันในครั้งเดียว  

             3.1. พียูโฟม + อลูมิเนียมฟอยล์ (PU Foam + Aluminium Foil) อลูมิเนียมฟอยล์เป็นฟอยล์ปิดทับพียูโฟมกับเมทัลชีท มีความทนทานเสริมด้วยเส้นใย Fiberglass ทำให้มีความเหนียวและยืดหยุ่น ไม่ขาดง่าย สามารถสะท้อนแสงสว่างทำให้เกิดความสว่างภายในตัวบ้าน อาคารได้ดี

             3.2. พียูโฟม + พีวีซีดำ (PU Foam + PVC Sheet) มีทั้งสีดำและสีขาว มีลวดลายเพื่อเสริมความแข็งแรงของแผ่น PVC มีลักษณะคล้ายวอลเปเปอร์ เหมาะสำหรับใช้ในตัวบ้าน อาคาร ที่ไม่โดนรังสี UV จากแดด เพราะหากแผ่น PVC Sheet โดนแดดจะทำให้มีสีเหลือง กรอบและแตกง่าย

             3.3. หลังคาเมทัลชีทแซนวิซ (PU Sandwich)

         

        ดังนั้นปัจจุบันฉนวนที่เหมาะกับหลังคาเมทัลชีทก็คือ ฉนวนพียูโฟม (Polyurethane Foam) เพราะฉนวนพียูโฟมมีคุณสมบัติดีทั้งในเรื่องกันความร้อนเป็นอย่างดี และในเรื่องของการกันเสียงที่ดีเยี่ยม ซึ่งจะช่วยในเรื่องของกันความร้อนและเสียงไม่ให้ผ่านเข้าสู่ตัวบ้าน จึงทำให้บ้านเย็นและเงียบ ด้วยความที่พียูโฟมมีคุณสมบัติเป็นกาวในตัว จึงทำให้ยึดเกาะติดกับหลังคาได้เป็นอย่างดี ไม่มีปัญหาการหลุดร่วงเหมือนฉนวน PE Foam ที่ใช้กาวยางเป็นตัวประสาน ซึ่งกาวเมื่อโดนอุณหภูมิความร้อนของหลังคาเมทัลชีท ซึ่งมีอุณหภูมิสูงจะทำให้อายุการใช้งานของกาวเสื่อม และหลุด ในระยะเวลาประมาณ 3-5 ปี และถ้าเทียบในเรื่องของความหนาที่เท่ากันระหว่างฉนวนพียูโฟม (PU Foam) และพีอี (PE Foam) ในเรื่องของราคา พียูโฟมจะถูกกว่า อายุการใช้งานเท่ากับอายุของหลังคาและกันร้อนกันเสียงดีที่สุด เป็นฉนวนที่เหมาะกับหลังคาเมทัลชีทมากที่สุด

         

        ในการเลือกซื้อแผ่นเมทัลชีทบุฉนวนในตัวควรให้พิจารณาปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นราคา การกันความร้อน (ฉนวนโฟม PS กันความร้อนได้มากกว่าฉนวนโฟม PU ส่วนฉนวนโฟม PE จะกันความร้อนได้น้อยกว่าฉนวนโฟม PU

        ส่วนในเรื่องการลามไฟ ฉนวนโฟม PE เมื่อโดนไฟ จะเกิดเป็นลูกไฟหยดลงเบื้องล่าง ในขณะที่ฉนวนโฟม PU และ PS ที่ผสมสารกันไฟจะไม่ลามไฟ (แต่ฉนวนโฟม PU จะเกิดสารพิษมากกว่า และควรพิจารณาวัสดุที่ประกบข้างใต้ด้วยว่าลามไฟหรือไม่)

         

        Read More

        ความรู้งานก่อสร้าง “ประเภทของหลอดไฟ”

        สาระน่ารู้ :

        แสงสว่างเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตประจำวัน ดังนั้นบ้านที่มีแสงสว่างจึงต้องมีประเภทของหลอดไฟชนิดต่างๆที่เหมาะสมกับการใช้งานภายในบ้าน วันนี้สาระน่ารู้จึงมีประเภทของหลอดไฟชนิดต่างๆมาเป็นความรู้ให้กับผู้บริโภคได้ศึกษากันครับ

         

        • หลอดไส้ หลอดไฟในยุคแรก ๆ หลอดไส้ทำมาจากทังสเตน ปล่อยพลังงานความร้อนสูง แต่ให้การส่องสว่างต่ำ จึงไม่ค่อยประหยัดไฟ อายุการใช้งานสั้น

         

        • หลอดฟลูออเรสเซนต์ หรือที่เรามักเรียกกันว่าหลอดนีออน ถูกนำมาใช้แทนหลอดไส้ ให้แสงสว่างมากกว่าหลอดไส้ และอายุการใช้งานมากกว่า 7-8 เท่า แต่ต้องใช้คู่กับบัลลัสต์และสตาร์ทเตอร์

         

        • หลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์ หรือหลอดตะเกียบ การใช้งานคล้ายกับหลอดฟลูออเรสเซนต์ มีแบบที่มีบัลลัสต์ในตัว ขนาดเล็ก กะทัดรัด ประสิทธิภาพในการส่องสว่างมากกว่า อายุการใช้งานยาวนานมากขึ้น

         

         

        • หลอดฮาโลเจน พัฒนามาจากหลอดไส้ให้ดีขึ้น ใช้ก๊าซฮาโลเจนบรรจุภายใน ทำให้ทนทานมากขึ้น สว่างมากขึ้น และค่าการให้แสงถูกต้อง ไม่เพี้ยน จึงนิยมนำมาใช้กับสตูดิโอถ่ายภาพ หรือการแสดงสินค้า แต่ก็นิยมนำมาใช้ในบ้านบริเวณที่เป็นมุมอับ หรือห้องทำงาน

        • หลอด LED ปัจจุบันเป็นที่นิยม ให้พลังงานต่ำ ประสิทธิภาพการส่องสว่างสูงมาก ไม่มีแสง UV ไม่กระพริบขณะเปล่งแสง สามารถเปิด-ปิดได้อย่างรวดเร็ว เป็นหลอดไฟที่ประหยัดพลังงานมากกว่าหลอดไฟประเภทอื่นๆ

        โทนสีของแสงหลอดไฟ

        1. สีวอร์มไวท์ (Warm white) ให้แสงสีแดงออกโทนส้ม เป็นโทนสีร้อน ให้ความรู้สึกอบอุ่น ผ่อนคลาย เหมาะกับห้องนอน ห้องรับแขก แต่แสง Warm White อาจทำให้สีที่สะท้อนกลับมาผิดเพี้ยนไม่ตรงกับความเป็นจริงได้
        2. สีคูลไวท์ (Cool white) ให้แสงสีในทางสีขาว โทนสีเย็นสบายตา ค่อนข้างสว่างกว่าเมื่อเทียบกับสีวอร์มไวท์
        3. สีเดย์ไลท์ (Day light) ให้แสงสีโทนขาวอมฟ้า คล้ายแสงธรรมชาติตอนกลางวัน ให้ค่าสีที่สมจริง จึงไม่ทำให้สีของวัตถุที่สะท้อนกลับมาผิดเพี้ยน หรือหลอกตา แสง Daylight สามารถใช้ได้กับทุกที่ที่ต้องการความสว่างสดใส

        Read More

        ความรู้งานก่อสร้าง “ประเภทของกระเบื้อง”

        สาระน่ารู้ : ประเภทของกระเบื้อง

        6 ประเภทกระเบื้องที่คุณต้องรู้ก่อน “สร้างบ้าน”

        กระเบื้องที่คนนิยมใช้ปูพื้นหรือผนังจะมีอยู่ 6 ประเภท ได้แก่ กระเบื้องดินเผา กระเบื้องเซรามิค กระเบื้องพอร์ซเลน กระเบื้องโมเสค กระเบื้องแก้ว และกระเบื้องหินอ่อน  ในบ้านหนึ่งหลังคุณอาจเห็นได้ว่ามีการใช้กระเบื้องหลายๆ ชนิดปนอยู่ด้วยกัน ชนิดของกระเบื้องปูพื้นแต่ละแบบก็จะมีจุดเด่นและมีความเหมาะสมในการนำไปใช้งานที่แตกต่าง เราจะอธิบายเพิ่มเติมไว้ด้านล่าง

        กระเบื้องดินเผา

        นับว่าเป็นกระเบื้องที่มีการนำมาใช้งานยาวนานที่สุด ใช้กันมาตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงปัจจุบัน กระเบื้องทำมาจากดินเหนียวที่นำไปผ่านการเผา เนื้อกระเบื้องมีความด้าน ไม่ค่อยลื่น เก็บความชื้นได้ดี ไม่อมความร้อน พื้นที่ที่ปูด้วยกระเบื้องดินเผาจะมีความเย็นสบาย เป็นกระเบื้องที่มีความคลาสสิค สวยงาม มองแล้วสื่อถึงความเป็นธรรมชาติได้ดี และมีราคาถูก แต่ไม่ค่อยทนทาน ผุกร่อนง่าย ทำความสะอาดยาก มักเจอปัญหาตะไคร่มาเกาะ ควรนำไปปูผนังหรือบริเวณที่ไม่โดนน้ำจะช่วยยืดอายุการใช้งานได้นานขึ้น

         

         

        กระเบื้องเซรามิค

        เป็นกระเบื้องที่คนส่วนมากนิยมนำไปปูพื้น เนื่องจากมีสีและลวดลายให้เลือกเยอะ นำไปตกแต่งได้หลากหลายสไตล์ มีราคาถูกและหาซื้อได้ง่าย เนื้อกระเบื้องแน่นและมีความแข็งแกร่งค่อนข้างสูง ค่อนข้างทนทานในระดับหนึ่ง สามารถนำไปปูพื้นหรือผนังได้ ระวังเรื่องถ้านำไปใช้งานผิดประเภท ไม่แนะนำให้เอากระเบื้องปูผนังไปปูพื้น เพราะจะมีปัญหาเรื่องการรับน้ำหนัก กระเบื้องอาจพังเสียหายเร็ว นอกจากนี้กระเบื้องเซรามิคยังดูดซึมน้ำได้ดี เวลาเปียกน้ำ เนื้อกระเบื้องจะมีความลื่น ไม่ควรเอาไปปูพื้นห้องน้ำหรือบริเวณที่โดนน้ำ

         

         

        กระเบื้องพอร์ซเลน

        เป็นกระเบื้องที่มีส่วนผสมของดินขาวและแร่อื่นๆ ผ่านกระบวนการเผาที่อุณหภูมิสูงจนกระเบื้องเป็นเนื้อเดียวกันทั้งแผ่น มีความแข็งแรง ไม่แตกง่าย ทนต่อการขูดขีด และมีรูพรุนน้อย กระเบื้องพอร์ซเลนมีค่าอัตราการดูดซึมน้ำต่ำแค่เพียง 0.05% จึงง่ายต่อการทำความสะอาด ไม่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค สามารถนำไปติดตั้งในพื้นที่เปียกหรือภายนอกตัวอาคารได้ และนิยมนำไปปูพื้นในบริเวณที่มีการใช้งานบ่อย เช่น ทางเดิน ครอบคลุมการใช้งานทั้งภายในและภายนอกอาคาร มีหลากหลายขนาดและลวดลายให้เลือ

         

         

        กระเบื้องโมเสค

        เป็นกระเบื้องที่มีขนาดเล็กที่สุด มีลักษณะเป็นกระเบื้องชิ้นเล็กๆ ที่นำมาเรียงต่อกันบนตาข่าย เนื้อกระเบื้องอาจเป็นแก้ว หินหรือเซรามิค มีสีสันสดใส มันวาว สีไม่ตกหรือซีดง่าย สามารถนำไปตกแต่งตามผนังหรือพื้นที่ต้องการ ดึงดูดสายตา สร้างไอเดียที่แปลกใหม่ด้วย  แบบต่างๆ และเหมาะนำไปติดบนพื้นที่ขนาดเล็กและโค้งมน เช่น ซุ้มประตูทางเข้า

        กระเบื้องโมเสคมีคุณสมบัติระบายน้ำได้ดีจึงนิยมนำไปปูพื้นสระว่ายน้ำ ไม่เหมาะนำไปปูพื้นในบริเวณที่กว้างๆ เพราะมีขนาดเล็กอาจต้องใช้กระเบื้องจำนวนมาก แถมมีราคาสูง ค่าใช้จ่ายจะสูงเกินไป และเป็นกระเบื้องที่ทำความสะอาดยากที่สุด เพราะมีร่องระหว่างรอยต่อกระเบื้องเยอะ

         

         

        กระเบื้องแก้ว

        กระเบื้องแก้วเกิดจากการนำชิ้นแก้วมาขึ้นรูปเป็นแผ่นกระเบื้อง มีลักษณะมันวาว โปร่งแสง สีสันและลวดลายมีความทนทานกว่ากระเบื้องชนิดอื่น ลักษณะอาจคล้ายกระเบื้องโมเสคแต่จะมีความมันวาวมากกว่า รับน้ำหนักได้ไม่เยอะ ไม่ควรนำไปปูพื้น เหมาะกับการนำไปใช้ตกแต่งหรือใช้ปูในพื้นที่แคบๆ ไม่นิยมปูในพื้นที่กว้างๆ เพราะกระเบื้องชิ้นเล็กปูยาก และราคาค่อนข้างสูง

         

         

        แผ่นหินอ่อน

        หินอ่อนเป็นหินที่มีเนื้อแข็ง เกิดจากธรรมชาติ ไม่กักเก็บความร้อน จุดเด่นคือมีความเย็นอยู่ในตัว เมื่อนำมาตกแต่งจะให้ความรู้สึกหรูหรา ด้วยลักษณะที่มีความมันวาว ลวดลายเป็นลายเส้นดูพริ้วไหว หลายคนนิยมนำไปปูพื้นในโรงแรมหรืออาคารที่มีสถาปัตยกรรมที่เน้นความโอ่อ่า สง่างาม มีระดับ สร้างความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ แต่ราคาจะสูงกว่ากระเบื้องประเภทอื่นๆ มีน้ำหนักเยอะ การดูรักษาค่อนข้างยุ่งยาก ต้องระวังเรื่องรอยขีดข่วน แถมเกิดรอยด่างได้ง่าย ไม่ทนต่อกรด ไม่ทนต่อด่าง

         

        Read More

        ความรู้งานก่อสร้าง “การซ่อมแซมสีผนังที่ชำรุด”

        สาระน่ารู้ : วิธีการซ่อมแซมสีผนังที่ชำรุด

        การซ่อมแซมสีที่ชำรุดตามผนังหรือตัวบ้านนั้นผู้รับเหมาทาสีหรือซ่อมแซมสีนั้น จะมีขั้นตอนและวิธีกการซ่อมแซมที่ถูกขั้นตอนและได้ผลงานออกมาที่ดี โดยมีข้อแนะนำดังนี้

        สาเหตุปัญหาที่ทำให้เกิดสีผนังลอก

        สาเหตุปัญหาที่ทำให้สีผนังลอกนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ช่างทาสีมีฝีมือไม่ดีพอ การเลือกสีที่มีคุณภาพไม่เหมาะกับการใช้งาน การเตรียมหน้างานก่อนทาสีไม่ดี รวมถึงการทาสีที่ผิดวิธี นอกจากนั้นยังมีเรื่องของปัจจัยต่าง ๆ ที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น สภาพอากาศ ความร้อน และความชื้นทั้งในและนอกผนังนั่นเอง

        วิธีซ่อมสีผนังลอกให้กลับมาเหมือนใหม่

        ในการซ่อมแซมผนังที่มีปัญหาเรื่องสีลอกให้กลับมาสวยเหมือนทาใหม่นั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่รู้วิธีซ่อมสีผนังลอกที่ถูกต้อง พร้อมเลือกใช้วัสดุสีทาบ้านที่มีคุณสมบัติในการช่วยเรื่องนี้โดยตรง ก็จะสามารถขจัดปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย

        อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมก่อนเริ่มซ่อมสีผนังลอก

        • เกรียงปากแบน ไขควงปากแบน  ค้อน  กระดาษทรายเนื้อละเอียด  ผ้าปูพื้น  เทปสำหรับงานทาสี
        • ผ้าหรือฟองน้ำ  แว่น หน้ากาก N95 และถุงมือ

        ขั้นตอนซ่อมสีผนังลอกที่ถูกต้อง

        1. เตรียมตัวและเตรียมพื้นที่บริเวณรอบ ๆ

        เริ่มจากการสวมใส่อุปกรณ์ด้านความปลอดภัย ได้แก่ แว่น หน้ากาก N95 และถุงมือ เพื่อป้องกันเศษผงต่าง ๆ เข้าตาและจมูก รวมถึงป้องกันการโดนบาด การเตรียมพื้นที่มีจุดประสงค์หลักคือเพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่อื่นเปรอะเปื้อนไปด้วย จึงต้องทำอย่างพิถีพิถันมากถ้าเป็นในบ้าน ย้ายเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ และพรมออกจากพื้นที่ ปูพื้นด้วยผ้าผืนใหญ่และหนา ปิดขอบประตูและหน้าต่างด้วยเทปสำหรับงานทาสี

        2. เตรียมพื้นผิวที่ต้องการซ่อมแซม

        ตรวจสอบผนังให้ทั่วว่ามีรอยรั่วหรือไม่ เพื่อกำจัดความชื้นจากพื้นที่ ลอกคราบสีเก่า โดยเริ่มจากใช้เกรียงขูดสีเก่าออกให้ได้มากที่สุด หรือใช้ค้อนกับไขควงปากแบน ในการกะเทาะสีเก่าออกให้หมดก็ได้เช่นกัน จากนั้นให้ทำการเจียด้วยเครื่องขัดหน้าผิวคอนกรีต เพื่อเป็นการเปิดหน้าผิว

         

        3. ซ่อมแซมผนัง

        หากผนังมีรอยแตก รอยร้าว ผิวผนังขรุขระ หรือมีรู ใช้ค้อนหรือไขควงแซะเศษผนังและสีที่ลอกออก ปิดรูและรอยแตกร้าวด้วยสีโป๊วผนัง เป็นอะคริลิกอุดโป๊วแบบยืดหยุ่นสีขาวใช้สำหรับอุดโป๊วรอยแตกร้าวขนาดใหญ่ 2-10 มม. สามารถใช้อุดโป๊วร่องที่มีการขยับตัวได้ เช่น วงกบประตู หน้าต่าง ซ่อมแซมรอยแตกร้าวของผนังปูน ฉาบ พื้นคอนกรีต กระเบื้อง และไม้ ได้ดี หลังจากนั้นอุดโป๊วเก็บตามบริเวณรอยแตกลายงา ใช้กระดาษทรายขัดผิวให้เรียบเสมอกัน แล้วทิ้งให้ผนังแห้งสนิท

         

        4. ทำความสะอาดให้เรียบร้อย

        วิธีทำความสะอาดผนังบ้าน หากเป็นผนังภายในบ้านให้นำผ้าหรือฟองน้ำชุบน้ำเช็ดเศษผงออก หากเป็นผนังภายนอกที่มีพื้นที่กว้างให้ใช้สายยางล้างบนผนังได้เลย แต่ต้องทิ้งไว้ 2-3 วันเพื่อให้ผนังแห้งสนิทก่อนทาสี

         

        5. ทารองพื้น

        เมื่อผนังเรียบ แห้งสนิท และไร้สิ่งสกปรกแล้ว ให้ใช้แปรงหรือถ้าพื้นที่กว้างก็ใช้ลูกกลิ้งทาสีในการทาสีรองพื้น โดยให้เลือกชนิดที่เหมาะกับพื้นผิว

         

        • สีรองพื้นปูนอเนกประสงค์ Perfex Primer  ด้วยโมเลกุลที่มีความละเอียดสูง สามารถแทรกซึมเข้าพื้นผิวได้ง่าย ช่วยให้การยึดเกาะดีขึ้น และยังช่วยปรับสภาะด่างบนผิวปูนให้เป็นกลาง ป้องกันไม่ให้คราบเกลือซึมออกมาทำลายผิวสีทับหน้า ป้องกันเชื้อราและตะไคร่น้ำได้ดี เหมาะสำหรับใช้ทาเป็นรองพื้นบนพื้นผิวปูนทุกชนิด รวมถึงกระเบื้องแผ่นเรียบต่าง ๆโดยเฉพาะปูนที่เพิ่งฉาบเสร็จใหม่ ๆ

         

        คำแนะนำก่อนจะเริ่มทารองพื้น เราขอแนะนำว่าให้แปะเทปสำหรับงานทาสีเพื่อกันพื้นที่ที่ไม่อยากให้เลอะ ทั้งเพดานและขอบประตูหน้าต่าง การทาสีสำหรับผนังที่มีพื้นที่กว้าง ควรทาสีจากด้านบนลงด้านล่าง เพื่อป้องกันไม่ให้สีเลอะบริเวณที่ทาไปแล้วนั่นเอง หลังจากนั้นรอให้แห้ง

         

        6. เริ่มทาสีผนัง

        เมื่อสีรองพื้นแห้งแล้ว ให้นำสีน้ำอะคริลิกที่ต้องทาทับหน้า มาผสมน้ำ 10% ของปริมาณสี แล้วทาลงบนผนังจำนวน 2 เที่ยว ห่างกันเที่ยวละ 2 ชั่วโมง โดยการเลือกสีต้องเหมาะกับพื้นที่การใช้งาน รวมถึงวัสดุของพื้นผิวที่จะทา โดยทั่วไปสีทาผนังประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ สี สารยึดเกาะ ตัวทำละลายเพื่อกันไม่ให้สีจับตัวเป็นก้อน และสารเติมแต่งเพื่อคุณสมบัติพิเศษต่าง ๆ

        ประเภทของสีและการเลือกใช้แบ่งหลัก ๆ ได้ดังนี้

        • สีน้ำอะครีลิคหรือสีน้ำพลาสติก  –  ใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย เหมาะกับพื้นผิวปูน ซีเมนต์ และคอนกรีต
        • สีน้ำมัน  –  ใช้น้ำมันหรือทินเนอร์เป็นตัวทำละลายเหมาะกับพื้นผิวโลหะและไม้ สีทาผนังภายนอกต้องทนต่อสภาพอากาศ ทั้งแดด ฝน ลม ความชื้น และความร้อน ป้องกันเชื้อราและตะไคร่น้ำ กันน้ำซึมได้ดี และสามารถยืดหดตามโครงสร้างได้

        • สีทาผนังภายใน  –  ควรเน้นคุณสมบัติที่ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อยู่อาศัย เช่น ป้องกันเชื้อราและแบคทีเรีย ฝุ่นไม่เกาะ ทำความสะอาดง่าย ไม่มีกลิ่นฉุน รวมถึงสวยงามด้วย

        ก่อนทาสีเราขอแนะนำให้อ่านวิธีใช้งาน คำแนะนำ และคำเตือนข้างกระป๋องสีให้เข้าใจก่อนเริ่มลงมือเพื่อให้มั่นใจว่าคุณทาสีถูกวิธีจะได้ไม่เกิดปัญหาภายหลัง เมื่อทาสีเสร็จทิ้งไว้จนแห้งสนิทก่อนจะใช้งานในพื้นที่

         

        ซ่อมสีผนังช่วยดูแลบ้านและดีต่อผู้อยู่อาศัย

        วิธีกันผนังชื้นและวิธีซ่อมสีผนังลอกไม่เพียงช่วยทำให้บ้านดูดีและช่วยแก้ปัญหาบ้านเท่านั้น แต่ยังช่วยดูแลสุขภาพคนในบ้านด้วย บ้านไร้รา ไม่มีฝุ่น ดีต่อระบบทางเดินหายใจของผู้อาศัยเช่นกัน

         

        นอกจากซ่อมสีผนังให้ถูกต้องตามหลักแล้ว การเลือกสีก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยปกปิดรอยแตกลายงาได้เป็นอย่างดี เริ่มตั้งแต่การเลือกสีรองพื้น ไปจนถึงสีทับหน้า ควรจะเลือกสีที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตัวบ้าน  สามารถเช็ดล้างทำความสะอาดง่าย และยังช่วยยืดอายุการใช้งานของสีกำแพงบ้านได้เป็นอย่างดี เพื่อให้บ้านของเราน่าอยู่ และสวยเหมือนใหม่อยู่เสมอ

         

        Read More