ความรู้งาานก่อสร้าง “หาช่างซ่อมบ้านจากที่ไหนดี”

สาระน่ารู้ : จะหาช่างซ่อมบ้านจากที่ไหนอย่างไรดี

หากคุณกำลังหาช่างซ่อมบ้านอยู่ แต่ไม่รู้ว่าจะหาจากที่ไหนดี เนื่องจากไม่รู้ว่าผลงานช่างซ่อมบ้านที่เราหามาจะมีฝีมือและผลงานการซ่อมบ้านดีหรือไม่ มีความน่าเชื่อถือและไว้วางใจได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร จะเป็นปัญหาและคำถามต้นๆของเจ้าบ้านที่ต้องการหาช่างเข้ามาซ่อมบ้านให้ ปัจจุบันนี้ก็รู้ๆกันอยู่ว่ามีช่างที่ไม่มีความรับผิดชอบในการซ่อมบ้านอยู่เยอะเต็มไปหมด จากข่าวการทิ้งงาน คุณภาพงานไม่ดีบาง ซึ่งในเรื่องของการหาช่างที่ไว้วางใจให้เข้ามาซ่อมบ้านให้เรา ก็พอสรุปแนวทางในการหาช่างซ่อมบ้าน ที่ดีและไว้วางใจในคุณภาพงานและความรับผิดชอบในงานที่ซ่อมบ้านได้ ดังนี้

  • สอบถามจากเพื่อนบ้าน เพราะเพื่อนบ้านเราโดยรอบมักจะมีการซ่อมแซมบ้าน ต่อเติมบ้าน รีโนเวท ปรับปรุงบ้าน ถ้าเพื่อนบ้านเขาบอกว่าช่างซ่อมบ้านที่เขาใช้บริการซ่อมบ้านเขาดี นั้นมันก็หมายความว่าเรามีแนวโน้มที่จะได้ช่างดีๆเข้ามาซ่อมบ้านให้เรา เพราะเขาทำให้เพื่อนบ้านเราดีนั้นเอง ช่องทางนี้ถือว่าเป็นช่องทางที่ง่าย สะดวก และปลอดภัยที่สุดในการหาทีมงานช่างดีๆ ที่จะว่าจ้างเข้ามาซ่อมบ้านให้เรา
  • หาจากแหล่งช่างซ่อมบ้านที่มีความน่าเชื่อถือต่างๆ เช่น ห้างขายอุปกรณ์ก่อสร้างใหญ่ๆใกล้บ้าน ช่องทางนี้ก็ถือว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เราจะหาช่างซ่อมบ้านได้ แต่จะไม่รู้ว่าช่างซ่อมบ้านที่เราจะว่าจ้างนั้น จะมีผลงานและความรับผิดชอบซ่อมบ้านมากน้อยแค่ไหน
  • หากเป็นบ้านที่อยู่ในโครงการหมู่บ้านจัดสรร เราก็สามารถขอความช่วยเหลือและข้อมูลช่างซ่อมบ้าน ได้จากนิติบุคคลของหมู่บ้านนั้นๆที่อาศัยอยู่ เพื่อขอข้อมูลช่างซ่อมบ้านที่ไว้วางใจได้จากนิติบุคคลของหมู่บ้านนั้น ช่องทางนี้ก็ถือว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่มีความปลอดภัยในการหาช่างซ่อมบ้านอีกช่องทางหนึ่ง
  • ค้นหาช่างซ่อมบ้านทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งช่องทางนี้เราขอแนะนำเป็นวิธีสุดท้ายในการหาช่างซ่อมบ้าน เนื่องจากมีโอกาสที่เราจะเจอกับช่างซ่อมบ้านที่ไม่มีความรับผิดชอบและได้งานซ่อมบ้านที่ไม่ค่อยมีคุณภาพ แต่ถ้าหากเราไม่มีช่องทางอื่นแล้ว ต้องใช้ช่องทางนี้เราก็มีข้อแนะนำที่ควรต้องทำก่อนการจะสรุปว่าจ้างให้เข้ามาซ่อมบ้านให้เรา เช่น ควรเลือกช่างซ่อมบ้านที่เป็นรูปแบบบริษัทจำกัด ไม่ความติดต่อช่างซ่อมบ้านที่ไม่ได้เป็นรูปแบบบริษัทจำกัด / ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบริษัทนั้นๆ เช่นมีผลงานอย่างที่ไหนอย่างไรบ้าง / มีลูกค้าอ้างอิงให้เราได้บางหรือเปล่า / พอมีรูปถ่ายหรือผลงานซ่อมบ้านหน้างานที่ไหนให้เราดูบาง ฯลฯ

โดยสรุปการหาช่างมาซ่อมบ้านให้เรานั้น เป็นด่านแรกที่เราจะต้องทำการบ้านอย่างหนักที่สุดข้อหนึ่ง ดังนั้นการหาความรู้และแหล่งข้อมูลที่มาใช้สรุปเลือกช่างเข้ามาซ่อมบ้านให้เรานั้นสำคัญจริงๆ หากเลือกช่างซ่อมบ้าน ไม่ดีไม่มีคุณภาพ ความรับผิดชอบ มาซ่อมบ้านให้เรา แน่นอนช่างซ่อมบ้านนั้นๆจะสร้างปัญหาและความปวดหัวให้เรายิ่งกว่า ก่อนการซ่อมบ้านที่มีปัญหาอยู่แล้วให้มีปัญหามากกว่าเดิมเสียอีก

ผมขอให้ลูกค้าทุกท่าน ใช้ความพยายามและความรอบครอบในการค่อยๆหาช่างซ่อมบ้านที่ดีเข้ามาซ่อมบ้านให้เราทุกท่านๆนะครับ

Read More

ความรู้งานก่อสร้าง “การยื่นกู้เพื่อซ่อมบ้าน”

สาระน่ารู้ : การยื่นกู้เงิน เพื่อการซ่อมแซม ปรับปรุง ที่อยู่พักอาศัย บ้าน ตึก อาคาร

เรื่อง : การยื่นกู้เงิน เพื่อการซ่อมแซม ปรับปรุง ที่อยู่พักอาศัย บ้าน ตึก อาคาร

เมื่อเรามีความจำเป็นที่จะต้องทำการซ่อมแซมบ้าน ตึก อาคารที่พักอาศัย ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ ความเสียหายจากธรรมชาติ หรือจากการใช้งานทั่วไป แต่ยังไม่มีความพร้อมเรื่องการเงิน ที่จะใช้จ่าย เพื่อซ่อมแซมบ้าน ตึก อาคารที่พักอาศัย สินเชื่อซ่อมแซมบ้านจัดเป็นสินเชื่อบ้านประเภทหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะและขั้นตอนในการขอสินเชื่อคล้ายกับการขอสินเชื่อซื้อ/สร้างบ้าน แต่ด้วยจุดประสงค์ที่ต่างออกไป และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องใช้ไม่ได้มากเท่าการซื้อ/สร้างบ้าน จึงเป็นทางเลือกที่สำคัญและจำเป็นของคนที่มีความจำเป็น ในการขอสินเชื่อ เพื่อการซ่อมแซม บ้าน ตึก อาคารที่พักอาศัยดังกล่าว

ไม่ว่าใครก็อยากให้บ้านที่รักยังคงน่าอยู่เสมอ หากบ้านชำรุดทรุดโทรมลงก็อยากหาทางซ่อมแซมบ้านและแก้ไข ดูแลให้บ้านมีสภาพดีขึ้น ดังนั้นสถาบันทางการเงินต่างๆ จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่สามารถช่วยเราแก้ปัญหาทางการเงินที่เรายังไม่มีความพร้อมในการซ่อมแซมบ้าน ตึก อาคารที่พักอาศัยได้เป็นอย่างดีเยี่ยม เพื่อช่วยให้เรามีเงินมาซ่อมแซมบ้าน

 

สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับการยื่นขอสินเชื่อซ่อมแซมบ้าน ตึก  อาคารที่พักอาศัย

เมื่อมีความจำเป็น หรือต้องการกู้เงินเพื่อซ่อมแซมบ้าน หลายคนอาจเข้าใจว่าต้องขอสินเชื่ออเนกประสงค์เท่านั้น เพราะอาจไม่รู้ว่ามีสินเชื่อที่ออกแบบมาเพื่อการซ่อมแซมปรับปรุงบ้าน หรืออาจไม่เข้าใจว่าแท้ที่จริงแล้วสินเชื่อซ่อมแซมบ้านเป็นอย่างไร หรือมีเงื่อนไขอะไรบ้างที่ต้องรู้

สินเชื่อเพื่อการซ่อมแซมบ้าน ตึก อาคารพักอาศัย ต่างกับสินเชื่อซื้อ/สร้างบ้าน อย่างไร

สินเชื่อบ้านเป็นสินเชื่อที่ไม่ได้ครอบคลุมเพียงการซื้อหรือสร้างบ้านเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการซ่อมแซม ต่อเติม หรืออาจรวมถึงการซื้อของตกแต่งบ้านด้วย และ สินเชื่อซ่อมแซมบ้านก็แตกต่างจากสินเชื่อซื้อหรือสร้างบ้าน เพราะด้วยวัตถุประสงค์การใช้เงินที่ต่างกัน ธนาคารจึงมีเกณฑ์ในการประเมินวงเงินและกระบวนการดำเนินงานอื่นๆ ที่ต่างจากสินเชื่อบ้านทั่วไป ทั้งนี้ กระบวนการในส่วนของผู้ยื่นกู้ก็ไม่ได้ต่างจากการขอสินเชื่อบ้านทั่วไปมากนัก

ผู้ยื่นกู้เงิน เพื่อการซ่อมแซมบ้าน ตึก อาคารที่พักอาศัย ต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้าน

ผู้ที่จะยื่นกู้ซ่อมแซมบ้านได้จะต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เท่านั้น เพราะไม่ใช่แค่เป็นเงื่อนไขของธนาคาร แต่ผู้ที่มีสิทธิ์ในการซ่อมแซมบ้านในกรณีที่ต้องซ่อมแซมขนานใหญ่หรือระดับโครงสร้างจำเป็นต้องขออนุญาตก่อสร้างเหมือนตอนสร้างบ้านด้วย ทั้งนี้ ยังสามารถมีผู้กู้ร่วมช่วยแบ่งเบาภาระหนี้สินได้ เพียงจำเป็นต้องมีชื่อเจ้าของบ้านเป็นหนึ่งในผู้กู้อย่างน้อยหนึ่งรายชื่อเท่านั้น

บ้านที่ยังมีภาระผ่อนสามารถนำมาเป็นหลักประกันได้

ข้อนี้น่าจะเป็นหนึ่งในข้อสงสัยมากที่สุด เพราะหลายคนอาจเข้าใจว่าสินทรัพย์ที่จะเอามาค้ำประกันต้องเป็นสินทรัพย์ของผู้ยื่นกู้ 100% เท่านั้น ซึ่งแท้จริงแล้วบ้านเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้กู้ตั้งแต่วันโอนบ้านแล้ว ดังนั้น บ้านที่กำลังผ่อนชำระอยู่ก็สามารถนำมายื่นค้ำประกันประเมินวงเงินกู้ได้

การเตรียมความพร้อมก่อนการเข้าไปขอสินเชื่อ เพื่อการซ่อมแซมบ้าน ตึก อาคารที่พักอาศัย

การเตรียมตัวเพื่อเข้าไปยื่นขอกู้สินเชื่อซ่อมแซมบ้านไม่ได้มีขั้นตอนที่ซับซ้อน เพียงแค่สำรวจว่าบ้านมีจุดที่ต้องซ่อมแซมบ้าน ปรับปรุงบ้านกี่จุด ลองประเมินค่าใช้จ่ายคร่าวๆ และทำเรื่องขอกู้สินเชื่อได้เลย ซึ่งรายละเอียดขั้นตอนต่างๆ ที่ควรรู้ก่อน มีดังนี้

กรณีต้องมีการซ่อมแซมบ้าน ตึก อาคารที่พักอาศัย เล็กน้อย

  • ต้องมีการสำรวจสิ่งที่ต้องซ่อมแซมบ้าน ตึก อาคาร ทั้งหมดเสียก่อน

หากบ้านของคุณไม่ได้ทรุดโทรมมากนัก เพียงแค่ผนังร้าว เพดานซึม ต้องการลงยาแนว เปลี่ยนกระเบื้อง หรือปรับปรุงพื้นดาดฟ้า และซ่อมแซมบ้านส่วนต่างๆ ของบ้านเพียงเล็กน้อย คุณก็เพียงแค่สำรวจรายการซ่อมบ้านให้ครบเพื่อสรุปว่ามีอะไรที่ต้องซ่อมบ้านบ้างและประเมินค่าใช้จ่ายออกมาเพื่อจะได้ยื่นขอสินเชื่อเพื่อการซ่อมแซมบ้าน เพียงครั้งเดียวให้เรียบร้อย ครอบคลุม

  • เลือกธนาคารกู้สินเชื่อ

ในการเลือกธนาคารกู้จะมีอยู่ 2 กรณีสำหรับการกู้ซ่อมแซมบ้าน คือ กรณีที่บ้านยังผ่อนชำระไม่หมด  และกรณีที่บ้านปลอดภาระหนี้แล้ว

สำหรับกรณีแรกแนะนำให้ขอสินเชื่อกับธนาคารแหล่งเดิมที่ผ่อนชำระอยู่ เพราะการทำเรื่องจะสะดวกและรวดเร็วมากขึ้นเนื่องจากธนาคารมีประวัติและข้อมูลการผ่อนชำระของเราอยู่แล้ว บ้านที่ผ่อนก็เป็นหลักประกันอยู่แล้ว คุณจึงสามารถขอกู้เพิ่มได้โดยไม่เกินวงเงินประเมินจากราคาบ้าน

ส่วนกรณีบ้านที่ไม่มีภาระหนี้สินแล้ว คุณสามารถขอสินเชื่อซ่อมแซมบ้านได้จากทุกธนาคารตามที่ต้องการโดยเลือกดูจากอัตราดอกเบี้ยว่าที่ใดประหยัดที่สุดได้ ซึ่งมีโอกาสได้สินเชื่อซ่อมแซมบ้านง่ายกว่าบ้านที่ยังมีภาระหนี้ ทั้งนี้ ถ้าเป็นการซ่อมแซมบ้านเพียงเล็กน้อย แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายคงไม่สูงเท่าการต่อเติมบ้าน สร้างหรือซื้อบ้าน บางธนาคารอาจจะระบุจำนวนเงินกู้ขั้นต่ำ เช่น 100,000 บาท เป็นต้น จึงอาจต้องขอสินเชื่อประเภทอื่น เช่น สินเชื่อชำระหนี้ หรือสินเชื่ออเนกประสงค์

กรณีซ่อมแซมบ้านหรือปรับปรุงบ้าน โครงสร้างอาคาร

  • สำรวจสิ่งที่ต้องซ่อมแซมบ้าน ตึก อาคารทั้งหมด

นอกจากการสำรวจและทำรายการสิ่งที่ต้องซ่อมแซมบ้าน ตึกทั้งหมด จะช่วยให้ทราบงบประมาณหรือจำนวนเงินที่ควรขอสินเชื่อแล้ว สำหรับการทรุดโทรมในระดับโครงสร้างหรือฐานราก เช่น เสาร้าว รั้วบ้านพัง บ้านทรุด ฯลฯ  การสำรวจจุดที่ต้องซ่อมแซมบ้าน ตึก อาคารที่พักอาศัย ทั้งหมดจะช่วยให้คุณสามารถนำไปปรึกษากับผู้รับเหมาต่อไปได้

  • เริ่มสำรวจและค้นหาผู้รับเหมาและเขียนแปลนก่อสร้าง

เมื่อคุณทราบว่ามีส่วนใดของบ้านที่ต้องซ่อมแซมแล้ว คุณก็นำรายการที่ทำไว้ไปคุยกับผู้รับเหมาและขอให้เขาประเมินค่าใช้จ่าย รวมถึงทำใบเสนอราคาเพื่อซ่อมแซมบ้านบ้าน ปรับปรุงบ้าน ที่คุณจะได้ตัดสินใจเลือกผู้รับเหมาที่ให้ราคาดี เหมาะสมกับฝีมือ จากนั้นจึงให้ผู้รับเหมาเขียนแปลนก่อสร้างและทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง เพื่อที่คุณจะได้นำไปยื่นขอสินเชื่อซ่อมแซมบ้านกับธนาคาร หรืออาจใช้สำหรับการขออนุญาตก่อสร้างอีกด้วย

  • เริ่มทำการยื่นกู้สินเชื่อซ่อมแซมบ้าน ตึก อาคารที่พักอาศัย

สินเชื่อซ่อมแซมบ้าน ก็คือสินเชื่อบ้านประเภทหนึ่ง ดังนั้น วิธีการยื่นขอสินเชื่อและเกณฑ์การประเมินของธนาคารจึงไม่ได้แตกต่างจากการยื่นกู้ซื้อ/สร้างบ้านทั่วไป โดยคุณต้องเตรียมเอกสารส่วนตัว และเอกสารทางการเงินต่างๆ ให้ครบถ้วน ทั้งตัวผู้กู้หลักและผู้กู้ร่วม นอกจากนี้ สิ่งที่อาจต้องยื่นเพิ่มเติม คือ

เอกสารหลักประกัน ได้แก่
  • สำเนาสัญญากู้เงินและสำเนาสัญญาจำนองกับสถาบันการเงิน
  • หลักฐานการเป็นเจ้าของอาคารนั้นๆ
  • สำเนาโฉนดที่ดิน/นส. 3ก ทุกหน้า อย่างครบถ้วน ไม่ขาด
  • ใบอนุญาตก่อสร้าง ดัดแปลงอาคาร (ถ้ามี)
  • แบบแปลน (ยิ่งมีครบและมากเท่าไร จะยิ่งดีต่อการพิจารณาอนุมัติ ปล่อยสินเชื่อเพื่อการซ่อมแซมบ้าน ตึก อาคาร)
  • ใบประมาณการดัดแปลงบ้าน ตึก อาคาร / สัญญาว่าจ้างงานก่อสร้างที่มีแล้ว

นอกเหนือจากเอกสารดังกล่าวข้างต้น ธนาคารอาจขอเอกสารต่างๆ ของผู้กู้เพิ่มเติม แล้วแต่กรณีด้วยเช่นกันนะครับ

 

Read More

ความรู้งานก่อสร้าง “ซ่อมบ้านก่อนหน้าฝน”

สาระน่ารู้ : งานก่อสร้าง

เรื่อง : เตรียมซ่อมแซมบ้าน ก่อนหน้าฝนจะมาถึง

หน้าฝน เป็นฤดูกาล ที่บ้านและที่พักอาศัย อาคาร ตึก และสิ่งปลูกสร้าง ทุกชนิด ทุกประเภท ได้รับผลกระทบมากที่สุด กว่าทุกฤดูกาล เนื่องจาก น้ำฝน ลม พายุ ฟ้าผ่า ความชื้น ฯลฯ ที่จะเกิดในฤดูกาลหน้าฝนนี้

ดังนั้น การเตรียมตัวรับหน้าฝนที่โหดร้าย ดังกล่าว จึงมีความจำเป็นที่ต้องคิดและหาทางป้องกัน ตัวบ้าน อาคาร ของเราให้รอดพ้นจาก ฤดูฝน ให้ไม่เกิดความเสียหายกับบ้าน และอาคาร ที่พักอาศัย ของเรา

 

โดยสิ่งต่อไปนี้ที่เราควร เตรียมการ ซ่อมแซมบ้าน ปรับปรุงบ้าน อาคารที่อยู่พักอาศัย ให้รอดปลอดภัย จาก น้ำฝน ลมพายุ ความชื้น ฯลฯ

  1. ตรวจเช็ค รอยรั่วซึม ตามจุดต่างๆ เช่น หลังคา ขอบหน้าต่าง ประตู ผนังบ้าน ว่ามีรอยแตกร้าว รั่วซึมหรือเปล่า หากมี ต้องรีบซ่อมแซมบ้าน อาคารที่พักอาศัย นั้นๆให้หายรั่วซึม โดยเร็ว
  2. ตรวจเช็ค รางระบายน้ำฝน ว่ามีใบไม้ใบหญ้า ขยะ ขึ้นไปอุดตันหรือเปล่า หากมีต้องรีบขึ้นไปทำความสะอาดให้เรียบร้อย
  3. ต้นไม้ ที่ปลูกข้างบ้าน ต้นใหญ่เกินไปหรือเปล่า และมีความแข็งแรงเพียงพอที่จะรับแรงลม และลมพายุ ได้หรือไม่ หากดูแล้วไม่แข็งแรง เราความหาคนมาตัดแต่ง หรือโค่นทิ้งก่อนลมพายุจะมา
  4. กันสาด มีความแข็งแรง เพียงพอหรือเปล่า หากไม่แข็งแรง ความทำการหาช่างมาซ่อมแซม ให้แข็งแรงต่อไป
  5. การทำประภัยพิบัติจากภัยธรรมชาติ ก็จะเป็นทางเลือกและตัวช่วยอีกทาง ในกรณเกิดเหตุไม่คาดคิดจากภัยธรรมชาติ เราก็สามารถนำเงินจากการเคลมประกัน มาซ่อมแซมบ้าน ซ่อมแซมอาคารที่อยู่อาศัย ได้

การซ่อมแซมบ้าน ในจุดที่จำเป็น เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดในฤดูฝน ก่อนที่ฤดูฝนจะมาจึงไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาด ทั้งนี้เพื่อช่วยลดโอกาสความสูญเสียในอนาคตนั้นเอง ยิ่งซ่อมแซมบ้าน ให้แข็งแรง เรียบร้อย ได้เท่าไร การซ่อมแซมบ้านนั้นๆ ก็จะยิ่งได้ประโยชน์มายิ่งขึ้นเท่านั้น

 

เราจึงขอเชิญชวน คุณลูกค้า ทุกท่านให้ความสำคัญ ต่อการซ่อมแซมบ้าน ซ่อมแซมอาศัยที่พักอาศัย ก่อนหน้าฝนจะมาถึงกันนะครับ

Read More

ควาามรู้งานก่อสร้าง “การต่อเติมบ้าน”

สาระน่ารู้ : ว่าด้วยเรื่องการต่อเติมบ้าน

เรื่อง : ว่าด้วยเรื่องการต่อเติมบ้าน

การต่อเติมบ้าน ในปัจจุบัน ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกอีกทางสำหรับคนในยุคปัจจุบันนี้ เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจ และการที่เราจะไปซื้อบ้านใหม่ให้ได้ตามใจที่เราต้องการ ก็ดูเหมือนจะเป็นไปได้ยากมากๆเนื่องจากมีราคาที่แพงอย่างมาก ดังนั้นการหันมาต่อเติมบ้าน ที่มีอยู่แล้วแทนการไปซื้อบ้านใหม่เนื่องจากบ้านคือสถานที่ที่เราสามารถพักผ่อนอย่างสะดวกสบาย และเมื่อเวลาผ่านไป บ้านก็อาจคับแคบไม่เพียงพอต่อการใช้งานของทุกคนบ้าน ทำให้เราจะต่อต่อเติมบ้านเพิ่ม เพื่อรองรับการใช้งานของทุกคนในบ้าน หรืออาจต้องการปรับเปลี่ยน แก้ไข พื้นที่ใช้สอย ให้เข้ากับชีวิตประจำวันของเรา ดังนั้น การต่อเติมบ้าน จึงถือว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและประหยัดเงินในกระเป๋าเราได้ดีกว่าการไปซื้อบ้านใหม่และยังช่วยเพิ่มพื้นที่ ปรับเปลี่ยนต่างความจำเป็นในการใช้งาน หรือปรับปรุงโครงสร้างของบ้านให้แข็งแรงและปลอดภัย

 

โดย PPRCON ของเรา จะเป็นตัวช่วย ที่จะทำให้การต่อเติมบ้าน เป็นเรื่องง่ายและสะดวก ประหยัดยิ่งขึ้น ด้วยการให้บริการต่อเติมบ้าน ได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายใน-นอกบ้าน โรงจอดรถ ห้องออกกำลังกาย สร้างห้องใหม่ ห้องครัว ห้องน้ำ หรือการปรับปรุงโครงสร้าง ให้ตอบโจทย์การใช้งานและไลฟ์สไตล์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ต่อเติมบ้าน เป็นเรื่องง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก ถ้ารู้ก่อนเริ่ม

การต่อเติมบ้านเป็นกระบวนการปรับปรุง เพื่อให้เกิดการใช้งานที่สะดวกสบายมากขึ้น หรือเพื่อเพิ่มมูลค่าของตัวบ้าน ซึ่งอาจเป็นการสร้างห้องใหม่ ขยายพื้นที่ หรือการเปลี่ยนแปลงสิ่งอำนวยความสะดวกบางอย่างภายในตัวบ้าน

ปัญหาบ้านแบบไหน ที่ควรต่อเติมบ้านใหม่

  • พื้นที่ใช้สอยไม่เพียงพอ เช่น มีสมาชิกในครอบครัวเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น
  • พื้นที่การใช้งาน ใช้งานได้ไม่เหมาะสม และสะดวก สบาย  เช่น บ้านชั้นเดียวที่ต้องการเพิ่มพื้นที่ชั้นบน หรือบ้านที่ไม่มีห้องสำหรับผู้สูงอายุ หรือมีผู้พิการในบ้าน ฯลฯ
  • โครงสร้างหลักๆ บ้านทรุดโทรม เช่น บ้านเก่าอายุการใช้งานมานานมากแล้ว และเจอพายุบ่อยๆหรือบ้านที่เคยเจอปัญหาน้ำท่วม เป็นต้น
  • ความต้องการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ เช่น ขยายโรงจอดรถ หรือเปลี่ยนห้องเก็บของเป็นห้องทำงานฯลฯ

ก่อนที่เราจะคิด ต่อเติมบ้าน ควรรู้อะไรก่อนบ้าง

หากมีความรู้และเตรียมตัวให้พร้อม การต่อเติมบ้านจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป หัวข้อนี้จะพาคุณไปเจาะลึกเรื่องควรรู้ก่อนต่อเติมบ้าน ตั้งแต่ขั้นตอนการทำความเข้าใจโครงสร้าง, สำรวจพื้นที่, ข้อควรระวัง ในการต่อเติมบ้าน และตลอดไปจนถึงเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการต่อเติมบ้าน เพื่อช่วยให้คุณวางแผนการต่อเติมบ้านได้อย่างราบรื่น

1. โครงสร้างพื้นบ้านเป็นอย่างไรบ้าง

พื้นบ้านเป็นส่วนหลักที่รองรับน้ำหนักและการใช้งานต่าง ๆ โดยพื้นบ้านที่ได้รับความนิยม มีดังนี้

  • พื้นคอนกรีต เนื่องจากราคาถูก แข็งแรง ทนทาน
  • พื้นไม้ ทั้งพื้นไม้จริงและพื้นไม้เทียม เนื่องจากมีความอบอุ่น สบายเท้า
  • พื้นกระเบื้อง ซึ่งมีทั้งกระเบื้องเซรามิกและกระเบื้องหินอ่อน เพราะทำความสะอาดง่าย และทนต่อการใช้งาน

2.  บริเวณที่ต้องการต่อเติม

  • ก่อนการต่อเติมบ้าน ควรพิจารณาบริเวณที่ต้องการต่อเติมอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ โดยเฉพาะลักษณะการใช้งาน ซึ่งบริเวณที่ต้องการต่อเติมควรเหมาะสมกับการใช้งาน เช่น หากต้องการต่อเติมห้องนอน ควรเลือกบริเวณที่เงียบสงบ หากต้องการต่อเติมหลังคาโรงรถ หรือต่อเติมโรงรถหน้าบ้าน ก็ควรเลือกบริเวณที่มีพื้นที่เพียงพอ เป็นต้น

3.  โครงสร้างบ้าน

  • ก่อนทำการต่อเติมบ้านนั้น เราควรทำความเข้าใจโครงสร้างบ้านเป็นขั้นตอนเริ่มต้นที่สำคัญ โดยควรดูว่า โครงสร้างบ้านมีส่วนประกอบหลัก ๆ อะไรบ้าง และแต่ละส่วนอยู่จุดไหน เพราะโครงสร้างแต่ละบ้านมีแนวทางที่แตกต่างกันออกไป ขนาดและจำนวนชิ้นส่วนต่าง ๆ ต้องถูกวิเคราะห์โดยวิศวกรในแต่ละกรณี

4.  ขนาดและรูปแบบเสาเข็ม

  • เสาเข็มมีหน้าที่รับน้ำหนักทั้งหมดของส่วนต่อเติม การเลือกขนาดและรูปแบบเสาเข็มจึงมีความสำคัญ โดยขนาดของเสาเข็มที่เหมาะสม จะขึ้นอยู่กับน้ำหนักของส่วนที่ต่อเติมเข้าไป ซึ่งถ้าเสาเข็มใหญ่ก็จะสามารถรับน้ำหนักได้มาก โดยทั่วไปแล้ว เสาเข็มที่ใช้ต่อเติมบ้านมักมีเส้นผ่านศูนย์กลาง15-30 เซนติเมตร ซึ่งรูปแบบก็มีให้เลือกหลากหลาย ขึ้นอยู่กับสภาพดินและรูปแบบของอาคาร

5.  วัสดุที่ต้องการใช้

  • วัสดุที่นิยมใช้ในงานต่อเติมบ้าน แบ่งเป็น วัสดุก่อสร้างโครงสร้าง เช่น เหล็ก คอนกรีต ไม้ และวัสดุก่อสร้างตกแต่ง ได้แก่ อิฐ กระเบื้อง กระจก โดยนอกจากเราจะเลือกจากความชอบแล้ว ควรเลือกวัสดุโดยดูจากลักษณะการใช้งานด้วย อาทิ หากต้องการต่อเติมห้องนั่งเล่น ก็ควรเลือกวัสดุที่ให้ความสบายตา โดยวัสดุที่เลือกควรปรับให้เหมาะกับงบประมาณที่กำหนดไว้
กฎหมายที่ต้องรู้ เรื่องการต่อเติมบ้าน ต่อเติมแบบไหนไม่ต้องขออนุญาต

การต่อเติมบ้านที่ไม่ต้องขออนุญาต มีดังต่อไปนี้

  • เปลี่ยนโครงสร้าง โดยใช้วัสดุ ขนาด จำนวน และชนิดเหมือนเดิม
  • เปลี่ยนวัสดุของส่วนที่ไม่นับเป็นโครงสร้างของบ้าน ซึ่งเพิ่มน้ำหนักไม่เกิน 10% จากเดิม
  • เปลี่ยนขนาดหรือรูปทรงของส่วนประกอบ เช่น หน้าต่าง หรือประตู โดยเพิ่มน้ำหนักไม่เกิน 10% จากเดิม
  • เพิ่มหรือลดพื้นที่ รวมกันไม่เกิน 5 ตารางเมตร และไม่เพิ่ม-ลดเสาหรือคาน
  • เพิ่มหรือลดหลังคา โดยไม่เพิ่มหรือลดเสาและคาน มีน้ำหนักรวมกันเพิ่มขึ้นไม่เกิน 10% จากเดิม

 

สำหรับการก่อสร้างบางประเภทที่นอกเหนือจากนี้ จะต้องมีการขออนุญาต ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎหมาย

Read More

ความรู้งานก่อสร้าง “ก่อนซ่อมแซมบ้าน ควรวางแผนอย่างไร”

สาระน่ารู้ : ก่อนการซ่อมแซมบ้าน ควรวางแผนอย่างไร

ซ่อมบ้าน ต้องขออนุญาตไหม เรื่องน่ารู้ก่อนคิดที่จะทำการซ่อมแซมบ้าน

ก่อนวางแผนซ่อมแซมบ้าน ต้องรู้อะไรบ้าง

บ้านเป็นทรัพย์สินอีกประเภทที่เสื่อมสภาพตามกาลเวลาโดยเฉพาะบ้านที่สร้างมานาน แต่ทุกคนก็ต้องการให้บ้านดูสวยงามและมีบรรยากาศดี จึงจำเป็นต้อง ซ่อมแซม ปรับปรุงบ้านให้กลับมาน่าอยู่อาศัยตามกำลังทรัพย์ที่มี แน่นอน ว่าก่อนปรับปรุงบ้านใหม่มีหลายเรื่องให้ต้องทำ เพราะถ้าวางแผนไม่ดีงบประมาณอาจบานปลายได้

ถ้าจะซ่อมแซมบ้าน ต้องขออนุญาตไหม

เมื่อจะซ่อมแซมบ้าน ผู้เป็นเจ้าของบ้านไม่ต้องทำหนังสือขออนุญาตกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นก่อน เว้นแต่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างบ้านให้ผิดไปจากเดิม เช่น การขยายพื้นที่ชั้นใดชั้นหนึ่งของอาคารมากกว่า 5 ตารางเมตร มีการเพิ่มลดหรือเปลี่ยนจำนวนเสา คาน บันได และผนัง หรือขยายหลังคาให้ปกคลุมเนื้อที่มากขึ้นกว่าเดิม ลักษณะนี้ถือเป็นการต่อเติมบ้านที่ต้องขออนุญาตก่อน ฉะนั้นใครที่วางแผนซ่อมบ้านควบคู่กับการต่อเติมข้างบ้านในคราวเดียว แต่ไม่มั่นใจว่าจำเป็นต้องขออนุญาตหรือไม่ แนะนำว่าควรยื่นหนังสือขออนุญาตให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นพิจารณาก่อน เพื่อความปลอดภัยจากการทำผิดกฎหมาย และหลีกเลี่ยงการโดนเพื่อนบ้านฟ้องร้อง ครับผม

ซ่อมแซมบ้าน คืออะไร เหมือนหรือต่างกับการต่อเติมบ้าน

เชื่อว่าเมื่อเอ่ยถึงการซ่อมแซมบ้าน หลายคนอาจยังสับสนว่าสิ่งที่กำลังวางแผนทำอยู่นั้น แท้จริงคือการซ่อมแซมหรือการต่อเติมกันแน่ เพื่อทำความเข้าใจได้ถูกต้อง ลองมาดูความหมายและความต่างกัน

  • การซ่อมแซม คือ การซ่อมหรือเปลี่ยนส่วนต่าง ๆ ของบ้านหรืออาคารให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม เช่น ซ่อมรอยรั่วของประตู ซ่อมพื้นโดยอาจซ่อมเฉพาะส่วนที่เสียหายหรือเปลี่ยนพื้นไปเลย หรือซ่อมผนังร้าวด้วยการอุดผนังพร้อมทาสีใหม่ เป็นต้น
  • การต่อเติม เป็นการดัดแปลงบ้านด้วยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือส่วนต่าง ๆ ของอาคารที่สร้างไว้แล้วผิดไปจากเดิม ได้แก่ เพิ่ม เติม ลด ขยาย ลักษณะขอบเขต แบบ รูปทรง สัดส่วน น้ำหนัก ที่ไม่ใช่การซ่อมแซมหรือการดัดแปลงอาคารตามที่กฎหมายกำหนด จำเป็นต้องทำหนังสือขออนุญาตและยื่นเอกสารให้กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นพิจารณาก่อนทุกครั้ง 

4 เรื่องที่ต้องรู้ ก่อนวางแผนที่จะซ่อมแซมบ้าน

เมื่อพิจารณาแล้วว่า ถึงเวลาที่ต้องซ่อมแซมหรือปรับเปลี่ยนบ้านที่มีสภาพทรุดโทรมให้เป็นบ้านที่สวยงามและน่าอยู่กว่าเดิม ก็ไม่ได้หมายความว่าจะลงมือติดต่อช่างมาซ่อมบ้านได้ทันที ยังมีเรื่องต้องนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจก่อนลงมือซ่อมบ้าน ส่วนจะมีอะไรบ้างตามมาดูพร้อม ๆ กัน

(1) ต้องทำการสำรวจบ้านเพื่อลิสต์จุดที่ซ่อมแซม

ก่อนตัดสินใจว่าจะลงมือซ่อมบ้านด้วยตนเอง หรือมองหาช่างซ่อมบ้าน ใกล้ฉัน อันดับแรกควรสำรวจตัวบ้านอย่างละเอียดว่ามีจุดไหนที่ต้องได้รับการซ่อมแซมหรือปรับปรุงใหม่ พร้อมจดลิสต์ว่าแต่ละจุดเกิดปัญหาอะไร เพื่อจะได้วางแผนซ่อมแซมและปรับปรุงในขั้นต่อไป สำหรับการเช็กบ้านสามารถทำได้ง่าย ๆ ดังนี้

  • สำรวจบ้านด้วยตนเอง เช่น มีปัญหาน้ำรั่วซึม รอยแตกร้าว ร่องรอยปลวก หรือการทรุดตัวของบ้านหรือไม่ ซึ่งปัญหาเหล่านี้สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า
  • จ้างช่างมืออาชีพมาตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการซ่อมแบบจริงจัง ยิ่งถ้าตรวจพบการทรุดตัวของดินจนทำให้เกิดช่องว่างระหว่างตัวบ้านและพื้นดิน ควรให้วิศวกรผู้เชี่ยวชาญเป็นตรวจสอบความเสียหายของโครงสร้างบ้านและประเมินว่าต้องดำเนินการอย่างไร เพื่อแก้ไขปัญหาบ้านทรุด

(2) ต้องทำการประเมินความเร่งด่วน

เมื่อทราบจุดที่ต้องทำการซ่อมแซมแล้ว ขั้นตอนต่อการคือการเรียงลำดับความสำคัญว่าตรงจุดไหน ต้องรีบแก้ไขก่อนเกิดปัญหาลุกลามจนยากซ่อมแซม และจุดใดสามารถรอการแก้ไขปัญหาในภายหลัง เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดแนะนำทำตารางการซ่อมบ้าน นอกจากได้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้น ยังนำบางรายการมารวมกันเพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะเจ้าของบ้านที่วางแผนต่อเติมหรือเปลี่ยนแปลงบ้านอยู่แล้ว ก็ถือโอกาสนี้ดำเนินการทุกอย่างให้เรียบร้อยในครั้งเดียว

(3) ต้องทำการประเมินงบประมาณ

การซ่อมแซมบ้านแต่ละจุดล้วนต้องใช้งบประมาณทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงของช่าง ค่าวัสดุอุปกรณ์ หรือค่าเดินทางกรณีที่เจ้าของบ้านไปเลือกซื้อวัสดุด้วยตนเอง ยิ่งถ้ามีงบประมาณอย่างจำกัด การแบ่งซ่อมทีละจุด ๆ จึงเป็นทางเลือกที่ดี และเพื่อให้การใช้งบเกิดประโยชน์และคุ้มค่ามากที่สุด การคำนวณวัสดุที่ต้องใช้ให้พอดี เลือกซื้อการแหล่งจำหน่ายวัสดุที่น่าเชื่อถือ มีความหลากหลายของแบรนด์ให้เปรียบเทียบและเลือกใช้ รวมถึงมีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าที่เป็นสมาชิกหรือรูดซื้อผ่านบัตรเครดิตก็ยิ่งช่วยเซฟเงินในกระเป๋าได้มากขึ้น

(4) ต้องทำการเลือกช่าง

ขั้นตอนต่อมาคือการเลือกทีมช่างเข้ามาดำเนินการซ่อมบ้าน ซึ่งเจ้าของบ้านหลายคนอาจเลือกช่างตามคำแนะนำของเพื่อน เพราะถือเป็นช่างซ่อมบ้านที่มีรีวิวจากผู้ใช้บริการจริงมาการันตีฝีมือ แต่ถ้าเพื่อนหรือคนใกล้ตัวไม่เคยมีใครใช้บริการซ่อมบ้านมาก่อน อาจค้นหาช่างซ่อมบ้าน ใกล้ฉัน แล้วอ่านรีวิวประกอบการตัดสินใจอีกครั้ง ก่อนเรียกทีมช่างที่สนใจเข้ามาตีราคา 2-3 ราย เพื่อเปรียบเทียบราคา โดยประเด็นนี้รวมถึงช่างที่เลือกมาจากที่มีคนรู้จักแนะนำด้วย

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว อย่าลืมทำสัญญารายการซ่อมให้ละเอียด ว่ามีการแบ่งจ่ายเงินเป็นกี่งวด ระบุระยะเวลาที่แน่ชัดในการซ่อมแซมแต่ละจุด จุดไหนเหมาจ่าย หรือจุดไหนจ่ายเฉพาะค่าแรง เพื่อป้องกันช่างหนีงานและยังเป็นการรับประกันว่าช่างจะทำตามรายละเอียดอีกด้วย

 

 

Read More

ความรู้งานก่อสร้าง ” เรื่องระบบท่อระบายน้ำ”

สาระน่ารู้ : เรื่องระบบท่อระบายน้ำ

 

ข้อควรระวังในการวางท่อระบายน้ำ

ไม่ควรวางท่อให้ระดับปากท่อด้านล่างต่ำกว่าระดับดินเดิมของร่องน้ำ เพราะอาจทำให้เกิดการสะสมของตะกอนภายในเส้นท่อได้ และไม่ควรวางท่อให้ระดับปากท่อด้านล่างสูงกว่าระดับดินเดิม เพราะจะทำให้เกิดการกัดเซาะของน้ำบริเวณใต้ท่อระบายน้ำได้

ท่อระบายน้ำ หมายถึง ท่อหรือรางสำหรับระบายน้ำเสียจากแหล่งชุมชน และอุตสาหกรรม หรือการระบายน้ำฝน โดยระบบท่อระบายน้ำนั้น นอกจากระบบท่อแล้วต้องมีส่วนประกอบอื่นเพื่อใช้ในการรวบรวมน้ำเสียจากแหล่งกำเนิดน้ำเสียต่าง ๆ ได้แก่ เช่น อาคารที่พักอาศัย โรงแรม โรงพยาบาล สถานที่ราชการ และเขตพาณิชยกรรม เขตธุรกิจ

การวางระบบท่อระบายน้ำจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการสำรวจ วิเคราะห์ วางแผน และออกแบบตามรูปแบบและวัตถุประสงค์ของการระบายน้ำให้รอบคอบและรัดกุมที่สุด เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งในการออกแบบระบบวางท่อระบายน้ำ ต้องพิจารณาหลาย ๆ ด้าน เช่น ลักษณะภูมิประเทศของแต่ละท้องถิ่น ปริมาณน้ำฝน น้ำในดิน ตำแหน่งของการวางท่อระบายน้ำต้องวางในตำแหน่งที่สามารถระบายน้ำได้ดีที่สุด ระดับของท่อระบายน้ำที่ช่วยให้เกิดการไหลในปริมาณที่เหมาะสม รวมทั้งชนิดของท่อระบายน้ำ ขนาดของท่อระบายน้ำ และจำนวนท่อระบายน้ำ เป็นต้น

ก่อนวางท่อระบายต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง

1. การเลือกใช้ท่อระบายน้ำ

การเลือกท่อระบายน้ำ ต้องเลือกให้มีความแข็งแรงให้เพียงพอสำหรับรองรับน้ำหนักในการใช้งานได้และความเหมาะสมกับสถานที่นั้น ๆ รวมถึงองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น ปริมาณของน้ำที่มากจากน้ำฝนและน้ำทิ้งในพื้นที่ ลักษณะภูมิประเทศและความลาดชันของพื้นที่ เพื่อนำมาคำนวณหาท่อระบายที่เหมาะสม โดยดูทั้งขนาดของท่อระบายน้ำ ความจุของท่อระบายน้ำ และความเร็วที่เหมาะสม เพื่อก่อให้เกิดการระบายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งวัสดุที่นิยมนำมาใช้สำหรับวางท่อระบายน้ำคือ ท่อระบายน้ำคอนกรีต

ท่อระบายน้ำคอนกรีตมีลักษณะแข็งแรงคงทนมีความยาวท่อนละประมาณ 100 เซนติเมตร และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางหลายขนาดตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ โดยแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ท่อระบายน้ำชนิดกลม และท่อระบายน้ำชนิดเหลี่ยม

  • ท่อระบายน้ำชนิดกลม ลักษณะของท่อกลม จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดปากรางลิ้นและชนิดปากระฆัง นอกจากนี้ท่อกลมยังแบ่งตามมาตรฐานอุตสาหกรรมอีก 4 ชั้น คือ ชั้น 1, ชั้น 2, ชั้น 3 และ ชั้น 4 เหมาะสำหรับการระบายน้ำไม่มาก ใช้ในพื้นที่ที่มีการระบายน้ำไม่มากนัก สามารถนำไปใช้กับช่องน้ำขนาดเล็ก หรือมีร่องน้ำกว้างไม่เกิน 5 เมตร ขนาดท่อมีตั้งแต่ 30 – 1.50 เมตร มีอัตราการไหลผ่านของน้ำจำนวน 0 – 5 ลบ./วินาที ขึ้นอยู่กับขนาดของท่อ หากใช้ในย่านชุมชนควรมีบ่อพักทุกระยะ สำหรับงานทางหลวงนิยมใช้แบบปากรางลิ้น เพราะขนย้ายได้สะดวก และจะใช้เฉพาะท่อ ค.ส.ล. ชั้นที่ 2 กับงานผิวจราจร ส่วนท่อ ค.ส.ล. ชั้นที่ 3 จะใช้กับงานผิวทางเท้า

ท่อระบายน้ำชนิดเหลี่ยม ท่อระบายน้ำชนิดเหลี่ยมมีให้ใช้ทั้งแบบหล่อสำเร็จ และแบบหล่อในพื้นที่ทั้งแบบคอนกรีต หรือคอนกรีตเสริมเหล็ก ขึ้นอยู่กับลักษณะของการใช้งาน เหมาะกับงานที่ต้องการระบายน้ำให้จำนวนมากในพื้นที่ชุมชนขนาดใหญ่ เพราะมีขนาดพื้นที่หน้าตัดเปิดช่องได้มากกว่าท่อกลม โดยสามารถแบ่งตามชนิดของโครงสร้างได้เป็น 2 ชนิด คือ โครงสร้างแบบ Simple และ โครงสร้างแบบ Span Rigid Frame หากนำไปใช้กับลำน้ำต้องมีความกว้างไม่เกิน 10 เมตร มีขนาดท่อตั้งแต่ 60 x 0.60 – 3.60 x 3.60 เมตร มีอัตราการไหลผ่านของน้ำจำนวน 5 – 30 ลบ./วินาที ขึ้นอยู่กับขนาดของท่อ

2. ความเร็วในการไหลของน้ำเสีย

    โดยทั่วไปแล้วความลาดเอียงของท่อแนวนอน จะเป็นตัวกำหนดความเร็วของน้ำภายในท่อ แต่อัตราการความเร็วในการล้างท่อด้วยตัวเองของท่อระบายน้ำเสียหรือความเร็วภายในท่อไม่ควรน้อยกว่า 0.6 เมตร/วินาที เพื่อป้องกันไม่ให้เศษผงต่าง ๆ เกิดการตกตะกอนภายในเส้นท่อ และความเร็วสูงสุดไม่ควรเกิน 6 เมตร/วินาที เพื่อป้องกันการกัดกร่อนของท่อระบายน้ำ ซึ่งความเร็วภายในท่อที่นิยมใช้อยู่ที่ประมาณ 2-3 เมตร/วินาที ส่วนความเร็วของน้ำที่ไหลออกมาจากปลายท่อ ไม่ควรมีความเร็วที่สูงเกินไปจนทำให้เกิดการกัดเซาะ ยกเว้นมีการทำโครงสร้างให้มีการป้องกันการกัดเซาะของน้ำ เช่น ใช้ดินทรายหรือดินตะกอนทำโครงสร้าง ความเร็วของการไหลที่ปลายท่อต้องไม่เกิน 1 เมตร/วินาที ในกรณีที่เป็นดินเหนียว ความเร็วที่ปลายท่อไม่ควรเกิน 1.2 เมตร/วินาที

    3. การวางระยะห่างของบ่อพักระบายน้ำ

    บ่อพักคอนกรีตสำหรับการระบายน้ำมักใช้งานร่วมกันกับท่อระบายน้ำคอนกรีต สำหรับเกณฑ์การออกแบบโดยทั่วไปมีการกำหนดให้ระยะห่างสูงสุดสำหรับเส้นผ่านศูนย์กลางของท่อขนาดต่างๆ ดังต่อไปนี้

    • ท่อระบายน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่าหรือเท่ากับ 600 มม. ควรมีระยะห่างไม่เกิน 100 เมตร
    • ท่อระบายน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง 700 – 1,200 มม. ควรมีระยะห่างไม่เกิน 120 เมตร
    • ท่อระบายน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 1,200 มม. ระยะห่างให้อยู่ในดุลยพินิจของวิศวกรและสภาพแวดล้อม

    อย่างไรก็ตาม การวางระยะห่างอาจมีความแตกต่างกันตามข้อกำหนด มาตรฐานและขนาดของท่อระบายน้ำ เช่น ในกรุงเทพมหานคร การวางท่อระบายน้ำจะทำตามแบบมาตรฐานของกรุงเทพมหานคร โดยที่บ่อพักท่อระบายน้ำจะต้องมีระยะห่างระหว่างบ่อพักต้องไม่เกิน 15 เมตร ส่วนในนิคมอุตสาหกรรมมีการออกมาตรฐานว่าต้องวางให้มีระยะห่างไม่เกิน 40 เมตร สำหรับทางหลวงท่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เมตร ต้องมีระยะห่างระหว่างบ่อพักไม่เกิน 8 เมตร และท่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 – 1.5 เมตร ต้องมีระยะห่างระหว่างบ่อพักไม่เกิน 16 เมตร ขึ้นอยู่ โดยต้องมีทุกจุดที่มีการเปลี่ยนขนาดท่อ และจุดบรรจบของท่อหรือรางระบายน้ำ

    4. ความลาดเอียงหรือลาดชัน

    การออกแบบระบบท่อน้ำเสียจะใช้หลักการที่ว่า น้ำมักจะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ดังนั้น การวางท่อเพื่อใช้ในการระบายน้ำจึงจำเป็นต้องอาศัยความลาดเอียงของท่อ เพื่อให้น้ำในท่อสามารถไหลได้อย่างรวดเร็วเพียงพอที่จะนำเอาสิ่งสกปรกหรือเศษผงให้ไหลผ่านออกไปได้อย่างสะดวก การวางท่อระบายน้ำโดยรอบอาคาร การใช้ท่อคอนกรีตเสริมเหล็ก ต้องอาศัยความลาดเอียงที่ไม่ต่ำกว่า 1 : 200 (50%) ตามระดับแนวตรงที่สุด ซึ่งหมายความว่าในทุก ๆ ความยาวของท่อ 2 เมตร จะต้องมีความต่างระหว่างปากท่อและปลายท่อ ต่ำลง 1 ซม. เสมอ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เหมาะสำหรับการไหลของน้ำทิ้ง ปัจจุบันมีท่อระบายน้ำหลากหลายขนาดให้เลือกใช้งาน ตั้งแต่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.3 เมตร 0.4 ม. ไปจนถึง 1.50 เมตร หรืออาจมีขนาดใหญ่กว่านั้นตามความต้องการของผู้ใช้งาน เช่น ในเขตกรุงเทพมหานคร มีการกำหนดความลาดเอียงของท่อระบายน้ำไม่ต่ำกว่า 1 : 500 โดยใช้ท่อที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.4 เมตร ส่วนท่อระบายน้ำที่มีขนาดใหญ่กว่านี้ จำเป็นต้องใช้ระดับความลาดเอียงไม่ต่ำกว่า 1 : 1,000 ของทั้งระบบระบายน้ำ

    โดยก่อนที่จะทำการวางท่อระบายนั้นจำเป็นต้องมีการปรับระดับความลาดเอียงโดยการเททรายอัดแน่นลงไปก่อน จากนั้นค่อยเทคอนกรีตหยาบลงไปตามแนวความยาวของท่อ และควรมีบ่อพักท่อระบายน้ำทุกระยะ 6 – 8 เมตรตามความของท่อ หรือมุมเลี้ยวเปลี่ยวทิศทางหรือแนวการวางท่อ โดยต้องเลือกขนาดให้เหมาะสมต่อการใช้งานร่วมกับบ่อพักคอนกรีต เพื่อการใช้งานที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ง่ายต่อการทำความสะอาดและดูแลรักษา

    5. ความถี่และปริมาณน้ำฝนในพื้นที่

    ปริมาณน้ำฝนที่ใช้ในการออกแบบสำหรับการระบายน้ำฝนในเขตที่พักอาศัย มักคำนวณจากความถี่ของปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ระยะ 2 – 15 ปี และลักษณะพื้นที่ในแต่ละแห่ง ส่วนในเขตพาณิชย์ใช้การคำนวณความถี่ช่วงระยะ 10 – 50 ปี เช่น ในพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร จะใช้เกณฑ์ปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 5 ปี

    Read More

    ความรู้งานก่อสร้าง “สิ่งที่ควรรู้ก่อนรีโนเวทบ้าน”

    สาระน่ารู้ : งานก่อสร้าง

    เรื่อง : ความรู้การรีโนเวทบ้าน

    รีโนเวทบ้าน ต้องเตรียมตัวกันอย่างไรบ้าง

    สิ่งที่ควรรู้ ก่อนการต่อเติม รีโนเวทบ้าน

    ศึกษากฎหมายการรีโนเวทบ้าน

    ก่อนที่จะทำการรีโนเวทบ้านเก่าก็ควรจะต้องศึกษากฎหมายเสียก่อนว่าสิ่งที่ต้องการทำนั้นเป็นการรีโนเวทบ้าน หรือเป็นการดัดแปลงบ้าน เพราะจะส่งผลว่าต้องไปขออนุญาตในการทำหรือไม่ ซึ่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการต่อเติมบ้านนั้นมีระบุอยู่ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2528) โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    • การเปลี่ยนโครงสร้างโดยใช้วัสดุ ขนาด จำนวน และชนิดเดียวกับของเดิมนั้นไม่ต้องขออนุญาต ยกเว้นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก คอนกรีตอัดแรง และโครงสร้างเหล็ก ที่ต้องขออนุญาตทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนที่เหมือนเดิมหรือไม่ก็ตาม
    • การต่อเติมหรือลดพื้นที่หลังคาเกิน 5 ตารางเมตร โดยมีการเพิ่มหรือลดเสาคาน จะต้องขออนุญาต
    • การต่อเติมหรือลดพื้นที่ชั้นใดชั้นหนึ่งเกิน 5 ตารางเมตร โดยมีการเพิ่มหรือลดเสาและคาน จะต้องขออนุญาต
    • การต่อเติมที่เป็นการเพิ่มน้ำหนักแก่โครงสร้างเดิมเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ จะต้องขออนุญาต
    ข้อควรระวัง ห้ามทำสิ่งเหล่านี้เด็ดขาดเมื่อต้องรีโนเวทบ้าน

    เมื่อมีสิ่งที่ควรทำแล้ว ก็จะมีข้อห้าม หรือข้อควรระวังที่ไม่ควรทำ เมื่อต้องรีโนเวทบ้าน ซึ่งข้อควรระวังเหล่านี้ก็ได้แก่

    • อย่าทำเองหากไม่มีความชำนาญ เพราะอาจจะทำให้เสียเงินและเวลามากกว่าเดิม
    • อย่าเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของบ้านด้วยตัวเอง โดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพราะอาจสร้างความเสียหายหนักให้กับบ้านได้
    • อย่าละเลยระบบอื่นๆ ในบ้าน อย่างระบบการเดินสายไฟ ระบบท่อประปา โดยเฉพาะเวลารีโนเวทบ้านเก่า ที่มักมีความเสื่อมโทรมจากอายุการใช้งานมาก่อน
    • หากโครงสร้างเดิมเสียหายหรือขัดขวางการรีโนเวทบ้าน ก็ไม่ควรฝืนที่จะเก็บเอาไว้
    • ไม่ควรเปลี่ยนใจบ่อยระหว่างการรีโนเวทบ้านเพราะจะทำให้เสียเวลาและเงิน ควรตัดสินใจให้แน่วแน่ก่อนจะเริ่มทำการรีโนเวทจะดีกว่า

     

    Read More

    ความรู้งานก่อสร้าง ” กฎหมายเกี่ยวกับงานต่อเติมบ้าน 2″

    สาระน่ารู้ : งานก่อสร้าง

    เรื่อง  : กฎหมายเกี่ยวกับงานต่อเติมบ้าน 2

    รู้จักกับกฎหมายต่อเติมบ้าน พร้อมสาระที่ผู้จะต่อเติมบ้านควรรู้!

    บทความที่จะแนะนำถึงหลักการต่อเติมบ้าน และที่อยู่อาศัยว่าควรคำนึงถึงอะไรบ้าง และบทลงโทษหากทำการต่อเติมบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาต

    ต่อเติมบ้านแบบไหนที่ไม่ต้องขออนุญาต

    การต่อเติมบ้านบางประเภทจะเป็นการเปลี่ยนแปลงบ้านเพียงเล็กน้อย ไม่สร้างผลกระทบกับน้ำหนัก และความมั่นคงของบ้านมากเท่าไหร่ ทำให้ไม่มีความจำเป็นที่กฎหมายจะบังคับให้ต้องขออนุญาต จึงสามารถทำได้โดยที่ไม่ต้องยื่นขออนุญาตก่อน ซึ่งกรณีการต่อเติมที่ไม่ต้องขออนุญาต มีดังนี้

    • การเปลี่ยนโครงสร้างของบ้าน โดยใช้วัสดุ ขนาด จำนวน และชนิด เหมือนกับแบบเดิมไม่ต้องขออนุญาต เช่น เปลี่ยนเสาไม้เก่า 4 เสา เป็นเสาไม้ใหม่ 4 เสา แต่ยกเว้นการเปลี่ยนโครงสร้างที่ใช้คอนกรีตเสริมเหล็ก คอนกรีตอัดแรง และโครงสร้างเหล็ก จะต้องขออนุญาตเสมอ เพราะมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยสูง
    • การเปลี่ยนแปลงส่วนต่างๆ ของบ้าน ที่ไม่เป็นโครงสร้างของบ้าน ทำให้เพิ่มน้ำหนักรวมของบ้านไม่เกิน 10% ไม่ต้องขออนุญาต โดยตัวอย่างของส่วนที่ไม่นับเป็นโครงสร้างของบ้าน เช่น ผนัง พื้น และส่วนตกแต่งเพิ่มเติมอื่นๆ ซึ่งหากเปลี่ยนวัสดุเป็นวัสดุที่หนักกว่าเดิม เช่น เปลี่ยนพื้นไม้เป็นพื้นคอนกรีต ก็อาจต้องใช้วิศวะช่วยในการคำนวณน้ำหนักว่าเกิน 10% หรือไม่
    • การเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบของอาคาร ขนาด หรือรูปทรง ซึ่งเพิ่มน้ำหนักไม่เกิน 10% ไม่ต้องทำการขออนุญาต เช่น การเพิ่ม ลด หรือเปลี่ยนรูปแบบ หน้าต่าง ประตู และฝ้าเพดาน เป็นต้น
    • การเพิ่มหรือลดพื้นที่ โดยรวมกันไม่เกิน 5 ตารางเมตร และไม่เพิ่ม-ลดเสา รวมถึงคานใหม่ ก็ไม่ต้องขออนุญาต
    • การเพิ่มหรือลดพื้นที่ส่วนของหลังคา ไม่เพิ่ม-ลดเสา หรือคานใหม่ และมีน้ำหนักรวมกันเพิ่มขึ้นไม่เกิน 10% ก็ไม่ต้องขออนุญาต

    รวมข้อกฎหมายเกี่ยวกับระยะร่น และการเว้นที่ว่างก่อนจะต่อเติมบ้าน

    ระยะร่น เป็นระยะห่างของอาคารกับทางสาธารณะ โดยจะเริ่มทำการวัดจากตำแหน่งของทางสาธารณะเข้ามาจนถึงแนวอาคาร ซึ่งการวัดระยะร่นของอาคารประเภทต่างๆ ก็จะมีวิธีการวัดที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นการวัดจากเขตถนน หรือวัดจากจุดกึ่งกลางถนน  ซึ่งระยะร่นจะต้องเป็นพื้นที่ว่างจากถนนถึงอาคาร โดยไม่นับขอบเขตของที่ดินที่ปลูกสร้างอาคารนั้นๆ

    ระยะห่างระหว่างอาคาร

    ระยะห่างระหว่างอาคารนั้นมีอยู่หลายประเภท ซึ่งในเนื้อหาที่จะแสดงต่อไปนี้จะเป็นกรณีที่ใช้กับอาคารชั้นเดียว จนถึงอาคารที่มีความสูงไม่เกิน 9 เมตร เช่น ต่อเติมบ้าน พื้นที่หลังบ้าน เป็นห้องครัว ห้องซักล้าง หรือระเบียงชั้น 2 ที่จะมีการวัดจากเขตแนวที่ดินกับตัวอาคารเป็นหลัก

    ระยะห่างระหว่างผนัง

    ระยะห่างระหว่างผนังกับที่ดิน ในกรณีผนังมีช่องเปิด อย่างหน้าต่าง ช่องลม หรือช่องที่แสงสามารถส่องผ่านได้ จะต้องเว้นระยะห่างจากแนวเขตที่ดินข้างเคียงไม่น้อยกว่า 2 เมตร และในกรณีผนังทึบ จะต้องเว้นระยะห่างจากแนวเขตที่ดินข้างเคียงไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร ยกเว้นเจ้าของพื้นที่ข้างเคียงมีหนังสือยินยอมให้สร้างได้ จึงจะสามารถสร้างชิดเขตแนวที่ดินได้ (ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 55 ข้อ 50)

    ระยะห่างชายคา/กันสาด

    สำหรับส่วนชายคา หรือกันสาดจะต้องห่างจากแนวเขตไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร เท่ากันกับกรณีผนังทึบ

    ระยะห่างของการต่อเติมระเบียงชั้นบน

    การต่อเติมระเบียงชั้นบน ที่สามารถขึ้นไปใช้งานด้านบนได้ จะต้องเว้นระยะจากแนวเขตที่ดินไม่น้อยกว่า 2 เมตร เท่ากับกรณีต่อเติมผนังที่มีช่องเปิด

    บทลงโทษ และค่าปรับหากทำผิดกฎหมายการต่อเติมบ้าน

    ตามกฎพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21 และ 39 ทวิ ซึ่งสามารถสรุปให้ง่าย คือ การจะดัดแปลง ต่อเติมอาคาร ต้องแจ้ง และต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานท้องถิ่นก่อนเสมอ ตามมาตรา 21 พร้อมกับต้องยื่นแบบแปลน รวมถึงชื่อสถาปนิกและวิศวกรที่ควบคุมงานให้เจ้าพนักงานทราบ ตามมาตรา 39 ทวิ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร กำหนดให้การก่อสร้าง หรือต่อเติมต้องมีระยะห่างระหว่างอาคาร เพื่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย และป้องกันการรบกวนบุคคลในพื้นที่ข้างเคียง โดยที่หากมีการต่อเติมบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือต่อเติมบ้านผิดไปจากแบบแปลนที่ยื่นขอไว้ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง หากเจ้าของบ้านถูกร้องเรียน และสืบพบว่ามีการต่อเติมบ้านผิดกฎหมาย จะต้องโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกิน 30,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

    เมื่อเวลาผ่านไป สภาพแวดล้อมรอบบ้าน คนที่อยู่อาศัย และสิ่งของที่ต้องใช้ก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ดังนั้น การต่อเติมบ้านจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับหลายคน ไม่ว่าจะเป็นการต่อเติมบ้านจัดสรร บ้านเดี่ยว หรืออื่นๆ ซึ่งการต่อเติมบ้านบางรูปแบบก็ไม่ต้องขออนุญาต เช่น การเปลี่ยนส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้าง ด้วยวัสดุเดิม น้ำหนักไม่เพิ่มมาก หรือการขยายหลังคาเพียงเล็กน้อยที่ไม่เกินเงื่อนไขที่กำหนดไว้ โดยเมื่อตัดสินใจจะต่อเติมบ้านแล้วก็ควรจะมีผู้เชี่ยวชาญอย่างสถาปนิก และวิศวะมาช่วยดูว่าต้องขออนุญาตหรือไม่ แผนการต่อเติมปลอดภัยหรือเปล่า และมีระยะร่นที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ จำเป็นต้องขอใบอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ไหมในการต่อเติมบ้าน ซึ่งหากจำเป็นก็ควรทำให้เรียบร้อยก่อนเริ่มการต่อเติมบ้าน พร้อมทั้งควรพูดคุยตกลงกับเพื่อนบ้านให้ตรงกันว่าจะทำการต่อเติมแบบใด เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดในอนาคต เช่น การล้ำพื้นที่ หรือความรำคาญระหว่างการก่อสร้าง เป็นต้น

    ซึ่งหากจำเป็นต้องยื่นขออนุญาตแต่ไม่ทำตามก็จะนำมาซึ่งบทลงโทษที่จะทำให้เกิดปัญหาต่อไปได้ ทั้งในเชิงความเสี่ยงที่จะติดคุก หรือเสียค่าปรับ และความเสี่ยงด้านความปลอดภัยต่อผู้อยู่อาศัย ผู้คนโดยรอบ และทรัพย์สิน ดังนั้น การทำให้การต่อเติมบ้านที่ถูกต้องตามกฎหมายจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

     

    การฉาบปูนนั้นคืองานที่เป็นสาระสำคัญอยู่ตรงที่ควรทำอย่างไรให้การฉาบปูนออกมามีเรียบเนียน และไม่ก่อให้เกิดการแตกร้าวหลังจากที่ปูนแห้งสนิท ซึ่งปัญหาเรื่องการแตกร้าวนับเป็นเรื่องชวนปวดหัวที่ช่างก่อสร้างมักเจอเป็นประจำ และแน่นอนว่ามันสามารถสร้างความกังวลใจแก่เจ้าของบ้านเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีการนำลวดตาข่ายที่เรียกว่า “ตะแกรงกรงไก่” ซึ่งเต็มที่อุปกรณ์ลวดเหล็กชนิดนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ในงานด้านปศุสัตว์และงานด้านเกษตรกรรม เพราะเป็นการนำเส้นลวดตาข่ายสี่เหลี่ยมชุบสังกะสี (GALVANIZED STEEL WIRE) ที่มีคุณสมบัติในการป้องกันสนิมและทนทานต่อการกัดกร่อนจากสภาวะต่างๆได้เป็นอย่างดี ซึ่งในเชิงช่างหรืองานก่อสร้างนั้นตะแกรงกรงไก่ถือว่ามีประโยชน์ในงานฉาบปูนอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

    ประโยชน์ของตะแกรงกรงไก่สำหรับงานก่อสร้าง

    สามารถนำใช้เพื่อลดโอกาสแตกร้าวของผนังที่มีการฉาบปูน โดยเฉพาะในจุดที่มีปัญหา เช่น รอบวงกบประตู-หน้าต่างๆ, ตามแนวท่อน้ำประปา, แนวท่อร้อยสายไฟฟ้า, รอยต่อระหว่างเสาและผนัง, รอยต่อระหว่างคานและผนัง, รอยต่อระหว่างผนังและคานคอดิน เป็นต้น ใช้รองรับแผ่นฉนวนกันความร้อนใต้หลังคาไม่ให้หย่อนเป็นท้องช้างได้ ใช้ได้กับทั้งใต้หลังคาโรงงาน ห้างสรรพสินค้า และโกดังสินค้า เป็นต้น

    ควรเลือกซื้อตะแกรงกรงไก่ขนาดเท่าไหร่ ตะแกรงกรงไก่สำหรับงานก่อสร้างนั้นจะนิยมเลือกซื้อในขนาด ตา ½” หรือตาข่ายกว้าง 4 หนุน หน้ากว้าง 90 เซนติเมตร และความยาวประมาณ 24-30 เมตร โดยขนาดไซซ์อื่นๆ จะนิยมใช้ในงานประเภทอื่นอย่างทำกรงนก กรงไก่ ตาข่ายป้องกันงู ตาข่ายกั้นอาณาเขต ก็จะใช้ความถี่หรือความกว้างของตาข่ายที่แตกต่างกันออกไปตามวัตถุประสงค์เป็นหลัก

    ควรติดตะแกรงกรงไก่ก่อนฉาบที่บริเวณใดบ้าง อย่างที่ได้กล่าวไปว่าตะแกรงกรงไก่เป็นตาข่ายเหล็กที่เหมาะสำหรับใช้งานฉาบปูน โดยสามารถนำไปประยุกต์ได้ในหลายตำแหน่งดังนี้

    งานฝังท่อวางระบบและบล็อกไฟเป็นตำแหน่งที่สามารถเกิดรอยร้าวหลังปูนแห้งค่อนข้างสูง เพราะในระหว่างวันปูนจะมีการหดตัวและคลายตัวเกิดขึ้นได้ตามสภาพอากาศ คุณสามารถแก้ปัญหาได้โดยการเสริมตะแกรงกรงไก่ตามตำแหน่ง แนวท่อประปา และแนวท่อร้อยสายไฟ เพื่อให้ปูนสายยึดเกาะและจับตัวได้ดียิ่งขึ้น

    ช่องเปิดประตู หน้าต่าง ช่องแอร์ ในตำแหน่งตามมุมอย่างวงกบประตู หน้าต่าง และช่องแอร์ ล้วนเป็นตำแหน่งยอดฮิตที่มักพบเจอราวร้าวได้เป็นประจำ โดยคุณสามารถนำตะแกรงกรงไก่ไปปิดรอบส่วนของวงกบทับเสาเอ็นและคานทับหลังได้เลย พร้อมปิดตรงมุม 45 องศาด้วย ช่วยให้ปูนไม่ร่อนและจับตัวได้ดีกว่า

    รอยต่ออิฐเสมอเสาโครงสร้าง รอยต่อตามตำแหน่งต่างๆ เช่น รอยต่อระหว่างเสากับผนัง รอยต่อระหว่างคานกับผนัง และรอยต่อระหว่างผนังกับคานคอดิน คุณสามารถนำตะแกรงกรงไก่ไปช่วยแก้ปัญหาโดยการปิดรอยต่อตามตำแหน่งที่กล่าวไปทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรอยแยก ซึ่งเป็นรอยที่รบกวนใจได้มากกว่ารอยแยกตามตำแหน่งอื่นๆ เป็นอย่างมาก

    Read More

    ความรู้งานก่อสร้าง “การรับน้ำหนักของพื้นคอนกรีต”

    สาระน่ารู้ : การรับน้ำหนักของพื้นคอนกรีต

     

    ในการคำนวณการรับน้ำหนักของพื้นคอนกรีตนั้นวิศวกรได้คำนวณมาตรฐานของคอนกรีตไว้สำหรับการรับน้ำหนักแรงกดลงพื้น

    วันนี้ขอเสนอความรู้เกี่ยวกับการรับน้ำหนักของพื้นอาคารมาฝากครับ

     

    พื้นคอนกรีตที่หนาช่วง 10-15ซม. จะเป็นพื้นบ้านหรืออาคารพาณิชย์ทั่วไป ที่เป็นแผ่นพื้นสำเร็จ ที่มีความหนาอยู่ที่ 10ซม. นั่นเอง หากเทท็อปปิ้งด้วยก็จะมีความหนา 15ซม. (ท็อปปิ้งมักเท5ซม.)

    ในการคอริ่ง หากไม่โดนตำแหน่งคาน  ก็สามารถเจาะได้ทุกตำแหน่งตามปกติ พื้นคอนกรีตที่หนาช่วง 20-25ซม จะเป็นพื้นอาคารสูง(ที่มีลิฟต์) พื้นแบบเท(หล่อแบบ)มีสลิง ที่เรียกกันว่า ‘พื้นโพสเทนชั่น’ โดยระยะสลิงมักจะอยู่ในช่วง 15ซม ลงมาจากผิวพื้น ซึ่งในการคอริ่งเจาะรูพื้นประเภทนี้ต้องระวัง หลีกเลี่ยง สลิง ในพื้นด้วย

     พื้นคอนกรีตที่หนาช่วง 25-30ซม จะเป็นพื้นชั้นแรกของอาคาร ,ชั้นใต้ดิน ,โกดัง ,โรงงาน ที่ต้องรับน้ำหนักมากในการวางของ หรือวางเครื่องจักร จึงมีเหล็กในพื้นหนาแน่น และมีขนาดใหญ่ ทำให้การคอริ่งตอนเจาะใช้เวลานาน

    นอกจากจะเจอเหล็กหลายชั้นแล้ว บางแห่งใช้คอนกรีตที่มีความแข็ง (Concrete compressive strength) สูงมากกว่าปกติ เพื่อช่วยในการรับน้ำหนักของพื้นมากขึ้นไปอีก ทำให้ช่วงคอริ่งเจาะปูน ก็เจาะได้ช้าลงด้วยที่ปูนมีความแข็งมากขึ้น

     

    ข้อควรรู้เกี่ยวกับการรับน้ำหนักของพื้นอาคาร (คัดลอกจาก www.civilclub.net)

    ประเภทการใช้อาคาร น้ำหนักบรรทุกจรขั้นต่ำ (กก.ตร.ม.)
    . พื้นกันสาดหรือพื้นหลังคาคอนกรีต 100
    . ที่พักอาศัย โรงเรียนอนุบาล ห้องน้ำ-ห้องส้วม 150
    . ห้องแถว ตึกแถว อาคารชุด หอพัก โรงแรม 200
    . สำนักงาน ธนาคาร 250

     

    Read More

    ความรู้งานก่อสร้าง “เมทัลชีท PU”

    สาระน่ารู้ : เมทัลชีท PU คืออะไร?

    แผ่นเมทัลชีท PU หรือหลังคาเมทัลชีทพียูโฟมมีกี่ประเภท ควรเลือกใช้อย่างไร

    หากอยากให้บ้านมีความรู้สึกที่เย็นสบายนั้นมีหลายวิธี เช่น การปลูกต้นไม้ใหญ่รอบๆ บ้าน การติดตั้งหลังคากันสาด และอีกวิธีหนึ่งที่เป็นวิธีกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านได้ดี คือการติดฉนวนกันความร้อน

    ฉนวนกันความร้อน มี 2 ประเภท คือ

    • แบบแผ่น  สามารถติดตั้งได้ง่ายอย่างปูบนฝ้าเพดาน ติดในโครงผนังเบา ติดบนแป ลักษณะของฉนวนกันร้อนประเภทนี้จะจำหน่ายเป็นม้วน มีความหนาและค่ากันความร้อนแตกต่างกัน ขนาดความยาวต่อม้วนและราคาจะแตกต่างกันตามวัสดุด้วย
    • แบบพ่น เป็นฉนวนที่ใช้พ่นบนวัสดุอีกชนิดหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่กันความร้อน เช่น แผ่นหลังคาบ้าน ฝ้าเพดาน และผนังห้อง อายุการใช้งานยาวนาน ได้แก่

    – เซรามิคสะท้อนความร้อน (Ceramic Coating) เป็นแผ่นฟิล์มที่ได้จากอนุภาคเซรามิคมาผสมกับอะคริลิกและส่วนผสมอื่นๆ สำหรับพ่นรอบๆ อาคาร ทั้งภายในและภายนอก ส่วนใหญ่จะนิยมเคลือบหลังคาและดาดฟ้า กระเบื้องมุงหลังคาบางยี่ห้อก็เคลือบ Ceramic Coating มาเรียบร้อย ในขณะเดียวกันสีทาภายนอกก็ยังเพิ่มฉนวนกันร้อนชนิดนี้ผสมเข้าไปในเนื้อสีด้วย ช่วยกันร้อนได้อีกเช่นกัน นอกจากจะกันร้อนได้แล้ว Ceramic Coating ยังกันน้ำซึมได้อีกด้วย

    – เยื่อกระดาษ (Cellulose) ฉนวนกันร้อนเยื่อกระดาษมีคุณสมบัติควบคุมอุณหภูมิด้วยเส้นใยที่ผสมกันเป็นปุยนุ่น น้ำหนักเบา ป้องกันเสียงเข้าออก ไม่ลามไฟ และยังมีคุณสมบัติเฉพาะคือไม่เป็นแหล่งอาหารของหนู แมลงสาบ ปลวก ฉีดได้ในหลายพื้นผิวทั้ง เหล็ก ไม้ เหมาะสำหรับติดตั้งบริเวณใต้หลังคา โพรงหลังคา และฝ้าเพดาน

    การติดฉนวนกันความร้อนในภายหลังนั้นมีค่าใช้จ่ายทั้งตัวฉนวนและค่าแรงช่าง รวมทั้งพบเจอบริเวณที่ทำการติดฉนวนได้ยาก หากเลือกวัสดุที่ทำฉนวนกันความร้อนพร้อมตั้งแต่ต้นจากโรงงานเลยทำให้ประหยัดงบได้และลดปัญหากวนใจที่อาจจะตามมา
     
    ปัจจุบันเมทัลชีท มีราคาถูก สามารถนำมามุงหลังคาหรือทำผนังก็ได้ แผ่นเมทัลชีทที่บุฉนวนกันความร้อน มี 3 ประเภทคือ
    1. Metal sheet PE
        2. Metal sheet EPS foam
        3. Metalsheet PU (
    เมทัลชีท PU)
    เป็นหลังคาเหล็กบุฉนวนพียูโฟม (PU Foam + Metal Sheet) เพื่อป้องกันความร้อนสูง ทำให้บ้านเงียบ เย็น ไม่ร้อน มีความหนา 1 นิ้วขึ้นไป (ความหนาเมทัลชีท PU 1 นิ้วและ 2นิ้ว การกันความร้อนจะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิที่เราต้องการ) เหมาะสำหรับใช้ภายในอาคารที่มีการใช้เครื่องปรับอากาศ หลังคาเหล็กเมทัลชีทติดพียูโฟม ผลิตจากหลังคาเหล็กรีดลอน นำมาผ่านเครื่องฉีดพ่นพียูโฟม (PU Foam) ใต้ท้องแผ่นหลังคาเหล็กเมทัลชีท จึงได้แผ่นเมทัลชีทบุฉนวนพียูโฟมที่เป็นแผ่นสำเร็จรูปพร้อมใช้งาน สามารถนำเมทัลชีท PU (Metalsheet PU) ที่บุฉนวนมาใต้แผ่นแล้วนี้ ขึ้นไปมุงบนหลังคาได้ไปพร้อมกันในครั้งเดียว  

         3.1. พียูโฟม + อลูมิเนียมฟอยล์ (PU Foam + Aluminium Foil) อลูมิเนียมฟอยล์เป็นฟอยล์ปิดทับพียูโฟมกับเมทัลชีท มีความทนทานเสริมด้วยเส้นใย Fiberglass ทำให้มีความเหนียวและยืดหยุ่น ไม่ขาดง่าย สามารถสะท้อนแสงสว่างทำให้เกิดความสว่างภายในตัวบ้าน อาคารได้ดี

         3.2. พียูโฟม + พีวีซีดำ (PU Foam + PVC Sheet) มีทั้งสีดำและสีขาว มีลวดลายเพื่อเสริมความแข็งแรงของแผ่น PVC มีลักษณะคล้ายวอลเปเปอร์ เหมาะสำหรับใช้ในตัวบ้าน อาคาร ที่ไม่โดนรังสี UV จากแดด เพราะหากแผ่น PVC Sheet โดนแดดจะทำให้มีสีเหลือง กรอบและแตกง่าย

         3.3. หลังคาเมทัลชีทแซนวิซ (PU Sandwich)

     

    ดังนั้นปัจจุบันฉนวนที่เหมาะกับหลังคาเมทัลชีทก็คือ ฉนวนพียูโฟม (Polyurethane Foam) เพราะฉนวนพียูโฟมมีคุณสมบัติดีทั้งในเรื่องกันความร้อนเป็นอย่างดี และในเรื่องของการกันเสียงที่ดีเยี่ยม ซึ่งจะช่วยในเรื่องของกันความร้อนและเสียงไม่ให้ผ่านเข้าสู่ตัวบ้าน จึงทำให้บ้านเย็นและเงียบ ด้วยความที่พียูโฟมมีคุณสมบัติเป็นกาวในตัว จึงทำให้ยึดเกาะติดกับหลังคาได้เป็นอย่างดี ไม่มีปัญหาการหลุดร่วงเหมือนฉนวน PE Foam ที่ใช้กาวยางเป็นตัวประสาน ซึ่งกาวเมื่อโดนอุณหภูมิความร้อนของหลังคาเมทัลชีท ซึ่งมีอุณหภูมิสูงจะทำให้อายุการใช้งานของกาวเสื่อม และหลุด ในระยะเวลาประมาณ 3-5 ปี และถ้าเทียบในเรื่องของความหนาที่เท่ากันระหว่างฉนวนพียูโฟม (PU Foam) และพีอี (PE Foam) ในเรื่องของราคา พียูโฟมจะถูกกว่า อายุการใช้งานเท่ากับอายุของหลังคาและกันร้อนกันเสียงดีที่สุด เป็นฉนวนที่เหมาะกับหลังคาเมทัลชีทมากที่สุด

     

    ในการเลือกซื้อแผ่นเมทัลชีทบุฉนวนในตัวควรให้พิจารณาปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นราคา การกันความร้อน (ฉนวนโฟม PS กันความร้อนได้มากกว่าฉนวนโฟม PU ส่วนฉนวนโฟม PE จะกันความร้อนได้น้อยกว่าฉนวนโฟม PU

    ส่วนในเรื่องการลามไฟ ฉนวนโฟม PE เมื่อโดนไฟ จะเกิดเป็นลูกไฟหยดลงเบื้องล่าง ในขณะที่ฉนวนโฟม PU และ PS ที่ผสมสารกันไฟจะไม่ลามไฟ (แต่ฉนวนโฟม PU จะเกิดสารพิษมากกว่า และควรพิจารณาวัสดุที่ประกบข้างใต้ด้วยว่าลามไฟหรือไม่)

     

    Read More